คำถามที่เจอบ่อยเวลาฟรีแลนซ์เริ่มจด VAT คือ "ต้องใช้โปรแกรมออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ตัวไหน" แล้วชื่อที่โผล่มาบ่อยที่สุดชื่อหนึ่งคือ Leceipt บทความนี้เทียบให้ชัดว่ามันทำอะไร ทำได้ดีแค่ไหน และคนละเรื่องกับ MANA ตรงไหน
Leceipt คือเครื่องมือเฉพาะทาง และทำเรื่องนั้นได้ดี
Leceipt เป็นซอฟต์แวร์ไทยที่โฟกัสเรื่องเดียว คือการออกเอกสาร e-Tax Invoice & e-Receipt ให้ถูกตามมาตรฐานกรมสรรพากร
สิ่งที่เขาทำได้และควรให้เครดิตเต็ม ๆ
- ออกไฟล์ PDF และ XML พร้อมลงลายเซ็นดิจิทัลด้วยใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (PKI) ซึ่งเป็นหัวใจของระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ตัวจริง
- รองรับเอกสารครบชุด ทั้งใบกำกับภาษีเต็มรูปและอย่างย่อ ใบส่งของ/ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้
- ส่งเอกสารทางอีเมลจากโดเมนของบริษัทเราเอง มีหน้าให้ลูกค้าตรวจสอบเอกสารที่ check.leceipt.com
- เชื่อมกับของที่คนไทยใช้จริง Excel, Shopee, Lazada, TikTok Shop, LINE Shopping, WooCommerce, Microsoft Dynamics 365 และโปรแกรมบัญชีอย่าง Xero กับ QuickBooks รวมถึงมี API
- ใส่ QR พร้อมเพย์ในเอกสารได้ และมีบริการช่วยจัดหาใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับลงทะเบียนระบบให้
ถ้าโจทย์ของคุณคือ "ขายเยอะ ออกใบกำกับภาษีวันละหลายสิบใบ ต้องเซ็นดิจิทัลและนำส่งให้ถูกระเบียบ" นี่คือเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยตรง MANA ไม่ได้มาแทนงานส่วนนี้
ราคาคือจุดที่ฟรีแลนซ์ต้องคิดเลข
จากหน้าราคาของ Leceipt ณ เดือนสิงหาคม 2569 แพ็กเกจเริ่มต้นสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมากอยู่ที่ 999 บาท/เดือน สำหรับ 100 เอกสาร/เดือน แล้วไล่ขึ้นไป 2,999 / 3,499 / 4,999 บาทต่อเดือน ที่ 300 / 500 / 1,000 เอกสาร และมีชั้นธุรกิจใหญ่ถึง 19,999 บาท/เดือน ที่ 10,000 เอกสาร ส่วนใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์เป็นค่าใช้จ่ายแยก ประมาณ 3,000 บาท จ่ายตรงกับผู้ออกใบรับรอง (TDID หรือ INET) และหน้าราคาไม่มีแพ็กเกจฟรี (ควรเช็กหน้าเว็บอีกครั้งก่อนตัดสินใจ เพราะราคาปรับได้)
ตัวเลขนี้สมเหตุสมผลมากสำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ยิงใบกำกับภาษีทุกวัน แต่ลองเทียบกับฟรีแลนซ์ทั่วไป ที่ออกเอกสารเดือนละ 5–15 ใบ คุณจะจ่ายค่าโควตา 100 เอกสารเต็มราคาเพื่อใช้จริงไม่ถึง 15% และถ้ายังไม่ได้จด VAT คุณยังไม่มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีด้วยซ้ำ
MANA แก้คนละปัญหา
งานเอกสารภาษีเป็นแค่ปลายทางของงานฟรีแลนซ์ ก่อนจะถึงตรงนั้นมีเรื่องที่กินเวลามากกว่า
- ใครค้างจ่ายอยู่บ้าง ค้างมากี่วันแล้ว
- โปรเจกต์นี้เก็บเงินครบหรือยัง เหลืองวดไหน
- เดือนหน้าเงินจะพอไหม ถ้าลูกค้ารายใหญ่จ่ายช้าอีกสองสัปดาห์
- ใบ 50 ทวิ ปีนี้เก็บครบหรือยัง ตอนยื่นภาษีจะได้ไม่ต้องไล่ขอย้อนหลัง
- ค่าใช้จ่ายที่หักได้ มีหลักฐานครบไหม
MANA เป็นที่ทำงานสำหรับคนทำงานคนเดียว รวมโปรเจกต์ ลูกค้า เอกสารตั้งแต่ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ไปจนถึงการเงิน กระแสเงินสด และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไว้ในที่เดียว มี QR พร้อมเพย์บนใบแจ้งหนี้ ลิงก์สาธารณะให้ลูกค้าเปิดดูและจ่ายได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิก และระบบติดตามยอดค้างชำระ
เทียบกันตรง ๆ
| โจทย์ | Leceipt | MANA |
|---|---|---|
| ออก e-Tax Invoice & e-Receipt เซ็นดิจิทัล นำส่งตามระเบียบ | ใช่ นี่คือหน้าที่หลัก | ไม่ใช่จุดแข็ง |
| เชื่อมมาร์เก็ตเพลส ออกใบกำกับภาษีจำนวนมาก | แข็งมาก | ไม่ได้ออกแบบมาเพื่องานปริมาณสูง |
| จัดการโปรเจกต์และลูกค้า | ไม่ใช่ขอบเขตงาน | ใช่ |
| ตามหนี้ ดูยอดค้าง พยากรณ์กระแสเงินสด | ไม่ใช่ขอบเขตงาน | ใช่ |
| เหมาะกับใคร | ผู้ประกอบการจด VAT ที่ออกเอกสารเยอะ | ฟรีแลนซ์และคนทำงานคนเดียว |
เลือกยังไงให้จบใน 30 วินาที
ถ้ายังไม่จด VAT คุณยังไม่ต้องมีระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และไม่ต้องจ่ายค่าใบรับรอง 3,000 บาท สิ่งที่คุณต้องการคือระบบเอกสารกับการเงินที่ทำให้เก็บเงินได้ครบและยื่นภาษีได้สบาย เริ่มที่ MANA
ถ้าจด VAT แล้ว และออกใบกำกับภาษีเดือนละหลักร้อยขึ้นไป โดยเฉพาะคนที่ขายผ่านมาร์เก็ตเพลส Leceipt คือเครื่องมือที่ตรงงานกว่า และค่าบริการคุ้มกับปริมาณ
ถ้าจด VAT แล้ว แต่ออกเอกสารเดือนละไม่กี่ใบ ให้แยกสองเรื่องออกจากกัน ใช้ MANA ดูแลงาน ลูกค้า และเงิน แล้วเลือกวิธีออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่เบาที่สุดที่เข้าเกณฑ์ เช่น e-Tax Invoice by Email สำหรับคนที่ออกเอกสารน้อยจริง ๆ
ไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป เครื่องมือทั้งสองอยู่คนละชั้นของงาน ที่ต้องระวังคือการจ่ายค่าระบบเอกสารภาษีระดับร้านค้าออนไลน์ ทั้งที่ปัญหาจริงของคุณคือลูกค้าค้างจ่ายสามเจ้าและไม่รู้ว่าเดือนหน้าเงินจะพอไหม
