เงินก้อนเท่ากัน แต่ภาษีต่างกันได้สี่หมื่นบาท
สมมติฟรีแลนซ์สองคนมีรายได้ปีละ 800,000 บาทเท่ากัน ทำงานหนักพอ ๆ กัน ใช้เวลาพอ ๆ กัน แต่พอถึงตอนยื่นภาษี คนหนึ่งจ่ายราว 48,500 บาท อีกคนจ่ายราว 5,500 บาท
ความต่างไม่ได้มาจากเทคนิคลดหย่อนลับ ๆ และไม่ได้มาจากการหลบเลี่ยงอะไรทั้งนั้น มันมาจากคำถามเดียวที่ฟรีแลนซ์ไทยส่วนใหญ่ไม่เคยตอบให้ชัดตั้งแต่วันแรกที่รับงาน นั่นคือ รายได้ของคุณถูกจัดเป็น “เงินได้พึงประเมินประเภทไหน” ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร
นี่คือเรื่องที่ควรตัดสินตอนตกลงงาน ไม่ใช่ตอนกรอกแบบเดือนมีนาคม เพราะประเภทเงินได้เป็นตัวกำหนดสามอย่างพร้อมกัน คือ หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ และต้องยื่นภาษีครึ่งปีหรือไม่
เพดานหักค่าใช้จ่ายคือหัวใจของเรื่องนี้
ฟรีแลนซ์ไทยส่วนใหญ่จะเจอเงินได้อยู่สี่ประเภท และแต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกันเลย
| ประเภท | ลักษณะงาน | หักค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|
| 40(2) | รับทำงานให้ ค่าจ้างทั่วไป ค่านายหน้า ค่าคอมมิชชัน เบี้ยประชุม | เหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (นับรวมกับเงินเดือน 40(1) ด้วย) |
| 40(6) | วิชาชีพอิสระ เช่น กฎหมาย บัญชี วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ประณีตศิลปกรรม | เหมา 30% หรือตามจริง (การประกอบโรคศิลปะ 60%) |
| 40(7) | รับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนจัดหาสัมภาระส่วนสำคัญ | เหมา 60% หรือตามจริง |
| 40(8) | ธุรกิจ พาณิชย์ การขายของ และเงินได้อื่นที่ไม่เข้า (1)–(7) | เหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนด (โดยทั่วไป 60%) เฉพาะกิจการที่ระบุไว้ หรือหักตามจริง |
จุดที่เจ็บที่สุดคือบรรทัดแรก เพดาน 100,000 บาทของ 40(2) เป็นเพดานตายตัว ไม่ว่ารายได้คุณจะ 400,000 หรือ 3,000,000 บาท คุณก็หักค่าใช้จ่ายได้ไม่เกินแสนเดียว และถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่รับงานเสริม เงินเดือนกับงานเสริมต้องมาแชร์เพดานแสนนั้นร่วมกัน
กลับกัน ถ้างานของคุณเข้าลักษณะ 40(8) และเป็นกิจการที่หักเหมาได้ รายได้ 800,000 บาทจะหักค่าใช้จ่ายได้ถึง 480,000 บาท โดยไม่ต้องเก็บใบเสร็จแม้แต่ใบเดียว
ลองคิดเป็นตัวเลข
สมมติรายได้ 800,000 บาท มีค่าลดหย่อนแค่ส่วนตัว 60,000 บาท ไม่มีประกันสังคม ไม่มีกองทุนอะไรเพิ่ม
- แบบ 40(2): หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท เหลือ 700,000 ลบลดหย่อน 60,000 เป็นเงินได้สุทธิ 640,000 บาท คำนวณตามอัตราก้าวหน้าได้ภาษีราว 48,500 บาท
- แบบ 40(8) หักเหมา 60%: หักค่าใช้จ่าย 480,000 บาท เหลือ 320,000 ลบลดหย่อน 60,000 เป็นเงินได้สุทธิ 260,000 บาท เสียภาษีราว 5,500 บาท
ต่างกันประมาณ 43,000 บาท จากงานชุดเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่ควรเข้าใจเส้นแบ่งนี้ให้ชัดตั้งแต่ก่อนเซ็นงาน
เส้นแบ่งจริงระหว่าง “รับทำงานให้” กับ “รับจ้างทำของ”
ข้อสำคัญที่ต้องพูดให้ตรงคือ ประเภทเงินได้ไม่ใช่สิ่งที่เราเลือกเองตามใจว่าอันไหนประหยัดกว่า มันถูกตัดสินจากข้อเท็จจริงของงานที่ทำจริง สรรพากรดูเนื้องาน ไม่ได้ดูว่าคุณเขียนอะไรไว้ในใบแจ้งหนี้
สัญญาณว่างานของคุณน่าจะเป็น 40(2)
- คุณขายแรงงานและเวลาเป็นหลัก แทบไม่มีต้นทุนอะไรนอกจากตัวเอง
- ลูกค้ากำหนดวิธีทำงาน เวลาเข้างาน หรือให้ใช้เครื่องมือและซอฟต์แวร์ของลูกค้า
- จ่ายเป็นรายเดือนคงที่ ลักษณะคล้ายพนักงานแต่ไม่ได้บรรจุ
- เป็นค่านายหน้า ค่าคอมมิชชัน ค่าแนะนำลูกค้า เงินอุดหนุนในงานที่ทำ
สัญญาณว่างานของคุณน่าจะเป็น 40(8) หรือ 40(7)
- คุณลงทุนอุปกรณ์ วัสดุ หรือค่าซอฟต์แวร์เองในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ
- คุณมีทีม ผู้ช่วย หรือจ้างช่วงคนอื่นมาทำบางส่วน
- คุณส่งมอบเป็นชิ้นงานหรืองวดงาน ไม่ใช่ขายชั่วโมง
- คุณรับความเสี่ยงของผลงาน เช่น ต้องแก้จนผ่าน มีระยะรับประกัน หรือรับผิดถ้างานเสีย
- คุณขายของ ขายสินค้าดิจิทัล หรือมีรายได้จากการพาณิชย์อื่น ๆ
ช่างภาพงานแต่งที่ลงทุนกล้อง เลนส์ ไฟ จ้างผู้ช่วยและคนตัดต่อ กับกราฟิกดีไซเนอร์ที่นั่งทำงานในออฟฟิศลูกค้าด้วยเครื่องของลูกค้าเดือนละ 40,000 บาท ทำงานสร้างสรรค์เหมือนกัน แต่โครงสร้างของงานคนละแบบ และประเภทเงินได้ก็คนละแบบ
ผลพ่วงอีกสามอย่างที่คนมักลืม
1. อัตราหัก ณ ที่จ่ายไม่เท่ากัน
อัตรา 3% ที่ฟรีแลนซ์คุ้นเคยกันดี มาจากคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 ซึ่งใช้กับ ค่าจ้างทำของที่เข้าลักษณะเงินได้ 40(7) หรือ 40(8) เท่านั้น
ถ้างานของคุณเป็น 40(2) เช่น ค่านายหน้า ผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคลต้องหักตามอัตราก้าวหน้าตามมาตรา 50(1) โดยประมาณการรายได้ทั้งปีแล้วเฉลี่ยหักเป็นคราว ๆ ซึ่งอาจสูงหรือต่ำกว่า 3% ก็ได้
ในทางปฏิบัติ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าจำนวนไม่น้อยหัก 3% ไว้ก่อนทุกกรณีเพราะง่ายกว่า พอถึงตอนยื่น ตัวเลขที่คุณกรอกกับประเภทเงินได้ที่ระบุบนหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จะไม่ตรงกัน และข้อมูลชุดนี้สรรพากรเห็นอยู่แล้วในระบบ ดังนั้นเวลารับใบ 50 ทวิ ให้ดูช่องประเภทเงินได้ทุกครั้ง ไม่ใช่ดูแค่ยอดเงิน
2. 40(8) ต้องยื่นภาษีครึ่งปี
แบบ ภ.ง.ด.94 ใช้กับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(5) ถึง 40(8) ที่ได้รับระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน ถ้ารวมกันตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป (คนโสด) หรือ 120,000 บาท (สมรส) คุณมีหน้าที่ยื่น โดยยื่นในช่วงกรกฎาคมถึงกันยายน และยื่นออนไลน์ได้ถึงราวต้นเดือนตุลาคม
แปลว่าถ้ารายได้คุณเป็น 40(2) ล้วน คุณไม่ต้องยุ่งกับ ภ.ง.ด.94 เลย แต่ถ้าเป็น 40(8) แล้วคุณเพิ่งรู้ตัวตอนสิ้นปี ภาษีที่ควรจ่ายกลางปีจะถูกคิดเงินเพิ่มย้อนหลัง ข้อดีคือภาษีครึ่งปีไม่ได้หายไปไหน มันเป็นเครดิตหักออกจากภาษีเต็มปีได้
อีกจุดที่ควรรู้ ค่าลดหย่อนส่วนตัวในแบบครึ่งปีใช้ได้เพียงครึ่งเดียวของทั้งปี
3. หักเหมา 60% ไม่ได้ทุกกิจการ
นี่คือความเข้าใจผิดที่แพงที่สุดเรื่องหนึ่ง หลายคนได้ยินว่า “40(8) หักเหมา 60% ได้” แล้วเอาไปใช้กับทุกงาน ความจริงคืออัตราเหมาถูกกำหนดไว้เฉพาะกิจการที่ระบุในพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) ซึ่งมีอยู่ราว 43 ประเภท ถ้ากิจการของคุณไม่อยู่ในบัญชีนั้น ทางเลือกเดียวคือหักตามจริง
งานบริการดิจิทัลยุคใหม่หลายอย่างไม่ได้ถูกเขียนไว้ในบัญชีที่ร่างมาหลายสิบปีก่อน ฉะนั้นก่อนวางแผนบนสมมติฐาน 60% ควรเช็กรายการให้ตรงกับกิจการของคุณจริง ๆ หรือถามนักบัญชีสักครั้ง
และถ้าต้องหักตามจริง กติกาคือ “ตามความจำเป็นและสมควร” และต้องมีหลักฐานพิสูจน์ได้ทุกบาท ไม่ใช่ประมาณเอา
เช็กลิสต์หกข้อก่อนตัดสินว่างานของคุณเป็นประเภทไหน
- ใครลงทุนวัสดุ อุปกรณ์ และซอฟต์แวร์หลักที่ใช้ทำงานชิ้นนี้
- คุณจ้างผู้ช่วยหรือจ้างช่วงบางส่วนของงานหรือไม่
- คุณส่งมอบเป็นชิ้นงาน หรือขายเวลาเป็นรายเดือน
- ถ้างานไม่ผ่าน ใครรับความเสี่ยง คุณต้องแก้ฟรีหรือมีระยะรับประกันไหม
- ลูกค้าควบคุมวิธีการทำงาน เวลา และสถานที่มากแค่ไหน
- ปีที่ผ่านมาคุณมีต้นทุนจริงที่พิสูจน์ได้ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้
ถ้าคำตอบส่วนใหญ่เอียงไปทาง “ฉันลงทุน ฉันรับความเสี่ยง ฉันส่งมอบชิ้นงาน” งานของคุณมีโครงสร้างแบบธุรกิจ ถ้าเอียงไปทาง “ลูกค้าจัดหาทุกอย่าง ฉันแค่ลงแรง” มันคือ 40(2) และควรยอมรับตามนั้น
ทำให้เอกสารเล่าเรื่องเดียวกับความจริง
การจัดประเภทที่ถูกต้องไม่ได้จบที่ความเข้าใจ แต่จบที่หลักฐาน ถ้าวันหนึ่งถูกขอตรวจ สิ่งที่คุณต้องแสดงคือชุดเอกสารที่สอดคล้องกัน
- ใบเสนอราคาและสัญญา ระบุขอบเขตงาน สิ่งที่ส่งมอบ และงวดงานให้ชัด ไม่ใช่เขียนแค่ “ค่าบริการรายเดือน”
- ใบแจ้งหนี้ อ้างอิงงวดงานหรือชิ้นงานที่ส่งมอบจริง ตรงกับสัญญา
- ใบเสร็จค่าใช้จ่าย เก็บทุกใบที่เกี่ยวกับงาน โดยเฉพาะถ้าคุณเลือกหักตามจริง
- หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย 50 ทวิ เก็บให้ครบทุกใบ ตรวจประเภทเงินได้และยอดให้ตรงกับที่คุณบันทึกไว้
- บัญชีธนาคาร แยกบัญชีงานออกจากบัญชีส่วนตัว จะช่วยได้มากทั้งตอนพิสูจน์ต้นทุนและตอนกระทบยอด
อย่าแก้ปัญหาด้วยการ “เขียนคำในเอกสารให้ดูเป็นธุรกิจ” ทั้งที่เนื้องานไม่ได้เปลี่ยน วิธีที่ถูกคือถ้าอยากให้งานเป็นธุรกิจจริง ก็เปลี่ยนโครงสร้างการทำงานจริง เช่น ลงทุนเครื่องมือเอง คิดราคาเป็นชิ้นงาน รับผิดชอบผลลัพธ์ และจ้างช่วงเมื่อจำเป็น
เมื่อไรควรเริ่มคิดเรื่องจดบริษัท
เมื่อรายได้เริ่มโตและต้นทุนจริงสูงกว่าอัตราเหมา หรือเมื่อรายได้ใกล้แตะ 1.8 ล้านบาทต่อปีซึ่งเป็นเกณฑ์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คำถามจะเปลี่ยนจาก “เงินได้ประเภทไหน” เป็น “ควรอยู่ในรูปบุคคลธรรมดาต่อ หรือจดนิติบุคคล”
ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป เพราะนิติบุคคลมาพร้อมต้นทุนบัญชี ค่าสอบบัญชี และวินัยเอกสารที่มากขึ้น แต่จุดเริ่มต้นของการตัดสินใจนั้นคือข้อมูลชุดเดียวกับที่คุณใช้ตอบเรื่องประเภทเงินได้ นั่นคือ รายได้จริงต่อปี ต้นทุนจริงต่อปี และสัดส่วนของงานที่คุณลงทุนเอง ถ้าตัวเลขพวกนี้อยู่ในหัวอย่างเดียว การตัดสินใจจะเป็นการเดา
สรุป
ประเภทเงินได้ไม่ใช่ช่องกาในแบบฟอร์ม แต่เป็นภาพสะท้อนว่าคุณทำงานแบบไหน คนที่ขายแรงงานล้วน ๆ อยู่ใต้เพดานแสนบาทของ 40(2) คนที่ประกอบกิจการจริงมีทางเลือกมากกว่า แต่ก็มาพร้อมภาระยื่นครึ่งปีและภาระเก็บหลักฐาน
สิ่งที่ทำได้ทันทีในสัปดาห์นี้คือ เปิดดูรายได้ปีนี้ทั้งหมด แยกว่างานไหนเป็นแบบขายเวลา งานไหนเป็นแบบลงทุนและส่งมอบชิ้นงาน แล้วเทียบกับใบ 50 ทวิ ที่ได้รับมาว่าลูกค้าระบุประเภทไว้ตรงกับความจริงหรือเปล่า ถ้าไม่ตรง แก้ตอนนี้ง่ายกว่าแก้ตอนถูกเรียกถาม
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการวางแผน ไม่ใช่คำวินิจฉัยรายกรณี งานที่มูลค่าสูงหรือมีโครงสร้างซับซ้อน ควรปรึกษานักบัญชีหรือสอบถามกรมสรรพากรโดยตรง
ถ้าอยากให้ข้อมูลชุดนี้พร้อมใช้ตลอดเวลา MANA ช่วยได้ตรงจุดนี้ ทั้งการออกใบเสนอราคาและใบแจ้งหนี้ที่ระบุขอบเขตงานและงวดงานชัดเจน การบันทึกต้นทุนแยกรายโปรเจกต์ และการเก็บยอดหัก ณ ที่จ่ายไว้ในที่เดียว เพื่อให้ตอนยื่นภาษีคุณมีตัวเลขจริงในมือ ไม่ต้องนั่งไล่สลิปย้อนหลังทั้งปี
