← บล็อก
เนื้อหายืนพื้นอ่าน 6 นาที

เงินสำรองฟรีแลนซ์: ควรมีกี่เดือน เก็บไว้ที่ไหน และสร้างระบบให้โตเองแบบไม่ต้องมีวินัยเหนือมนุษย์

รายได้ไม่แน่นอน แต่รายจ่ายไม่เคยรอ

เมื่อเป็นพนักงานประจำ ทุกสิ้นเดือนเงินเดือนเข้าบัญชีตรงเวลา มีประกันสังคม มีค่าชดเชยกรณีถูกเลิกจ้าง มีวันลาป่วยที่ยังได้เงิน แต่พอเปลี่ยนมาทำงานฟรีแลนซ์ทุกอย่างนี้หายไปพร้อมกันในวันเดียว รายได้ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าจ่ายตรงเวลาหรือไม่ งานเดือนนี้เต็มปฏิทินหรือเงียบสนิท ขณะที่รายจ่าย เช่น ค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ ค่าผ่อนรถ ค่ากินของครอบครัว ไม่เคยรอให้รายได้มาก่อนแล้วค่อยเกิดขึ้น มันมาทุกเดือนไม่ว่าฟรีแลนซ์จะมีงานหรือไม่มี

เงินสำรองฟรีแลนซ์คือคำตอบของช่องว่างนี้ มันทำหน้าที่แทนประกันสังคม แทนค่าชดเชย แทนวันลาป่วยที่รัฐหรือบริษัทเคยจ่ายให้พนักงานประจำ ต่างกันตรงที่ไม่มีใครมาบังคับให้ฟรีแลนซ์มี ต้องสร้างระบบขึ้นมาเอง และปัญหาที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่การไม่รู้ว่าต้องมีเงินสำรอง แต่คือไม่รู้ว่าต้องมีเท่าไหร่ เก็บไว้ที่ไหน และจะทำให้มันโตขึ้นจริงได้อย่างไรโดยไม่ต้องอาศัยวินัยที่เหนือมนุษย์

เงินสำรองฟรีแลนซ์ควรมีกี่เดือน

สูตรที่ใช้กันทั่วไปคือ 3-6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นต่อเดือน แต่ตัวเลขที่แท้จริงขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของงานแต่ละคน ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน

ควรอยู่ที่ 6-9 เดือนถ้า

อาจอยู่ที่ 3-4 เดือนพอถ้า

สูตรคำนวณที่ใช้ได้จริง

จุดที่หลายคนคำนวณผิดคือเอา “รายจ่ายทั้งหมด” รวมค่ากินข้าวนอกบ้าน ท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง มาคูณ ทำให้ตัวเลขเป้าหมายสูงจนท้อและเลิกเก็บไปเลย วิธีที่ใช้ได้จริงกว่าคือคำนวณจาก “รายจ่ายจำเป็น” เท่านั้น ได้แก่ ค่าเช่าหรือค่าผ่อนบ้าน ค่าน้ำค่าไฟค่าอินเทอร์เน็ต ค่ากินขั้นต่ำ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ เงินสมทบประกันสังคมมาตรา 40 และค่าผ่อนหนี้ที่ผิดนัดไม่ได้

ตัวอย่าง ถ้ารายจ่ายจำเป็นต่อเดือนอยู่ที่ 25,000 บาท เป้าหมายเงินสำรองที่ 4 เดือนคือ 100,000 บาท และที่ 6 เดือนคือ 150,000 บาท ตัวเลขนี้ใช้เป็นเป้าหมายตั้งต้นได้ทันที ไม่ต้องรอคำนวณรายจ่ายทั้งปีให้ละเอียดก่อนแล้วค่อยเริ่มเก็บ

เก็บเงินสำรองไว้ที่ไหนถึงจะไม่เสียของ

เงินสำรองมีหน้าที่เดียวคือ พร้อมใช้เมื่อจำเป็น ไม่ใช่ทำกำไรสูงสุด เพราะฉะนั้นที่เก็บที่ไม่เหมาะคือกองทุนหุ้น คริปโต หรือสินทรัพย์ที่ราคาผันผวน เพราะถ้าจำเป็นต้องถอนตอนตลาดร่วงพอดี จะขาดทุนซ้ำสองในจังหวะที่แย่อยู่แล้ว

ที่เก็บที่เหมาะกว่าคือ

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ผลตอบแทนคือ แยกบัญชีเงินสำรองออกจากบัญชีที่ใช้จ่ายประจำวันหรือบัญชีรับเงินจากลูกค้าอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าเห็นยอดรวมกันในบัญชีเดียว สมองจะตีความว่าเป็นเงินที่ใช้ได้ และค่อยๆ ถูกดึงไปใช้ทีละนิดจนหมดโดยไม่รู้ตัว การแยกบัญชี ควรแยกไปอีกธนาคารด้วยยิ่งดี เพิ่มความยากในการโอนออกมาใช้แบบไม่ตั้งใจ

เทรนด์ที่ช่วยให้เก็บง่ายขึ้น: บัญชีย่อยอัตโนมัติในแอปธนาคาร

ช่วงหลังแอปธนาคารไทยหลายเจ้าเริ่มมีฟีเจอร์บัญชีย่อยหรือ “ตู้เซฟ” ในแอปเดียว ที่ตั้งกฎให้หักเงินเข้าบัญชีย่อยอัตโนมัติทุกครั้งที่มีเงินเข้าบัญชีหลัก เช่น หักอัตโนมัติ 10% ของทุกยอดโอนเข้า ฟีเจอร์แบบนี้ตอบโจทย์ฟรีแลนซ์ตรงจุดมาก เพราะไม่ต้องมานั่งโอนเองทุกครั้งที่ลูกค้าจ่ายเงิน ระบบทำให้อัตโนมัติตั้งแต่ต้นทาง

ควรตรวจเงื่อนไขของแต่ละธนาคารก่อนใช้งานจริงเสมอ เพราะเงื่อนไข ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมของฟีเจอร์เหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลา แต่หลักการที่นำมาใช้ได้แน่นอนคือ ทำให้การออมเป็นเรื่องอัตโนมัติตั้งแต่เงินเข้า ไม่ใช่รอให้ตัวเองมีวินัยพอจะโอนเองทุกเดือน

สร้างระบบให้เงินสำรองโตเอง ไม่ต้องพึ่งวินัย

  1. เปิดบัญชีแยกก่อนคิดจำนวนเงิน อย่ารอให้ครบเป้าหมายในหัวก่อนเริ่ม เปิดบัญชีวันนี้ โอนเข้าไปก้อนแรกเท่าไหร่ก็ได้ แล้วค่อยว่ากันเรื่องจำนวน
  2. ตั้ง % คงที่จากทุกใบแจ้งหนี้ที่ได้รับเงิน เช่น ทุกครั้งที่เงินเข้า หัก 10-15% เข้าบัญชีสำรองทันที ก่อนจะเอาไปใช้จ่ายหรือเก็บเป็นกำไร
  3. ปฏิบัติกับเงินก้อนนี้เหมือน “บิลที่ต้องจ่าย” ไม่ใช่ “เงินที่เหลือค่อยออม” เพราะถ้ารอให้เหลือ ในทางปฏิบัติมันจะไม่เหลือ
  4. ทวนทุกไตรมาส ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นหรือความเสี่ยงของงานเปลี่ยนไป ปรับ % ให้เหมาะสมใหม่
  5. ใช้ระบบเดียวติดตามทั้งกระแสเงินสด ใบแจ้งหนี้ และยอดเงินสำรอง แทนที่จะเปิดหลายแอปแยกกัน จะเห็นภาพรวมชัดว่าเดือนนี้หักเข้าสำรองไปแล้วเท่าไหร่ เหลือเป้าหมายอีกเท่าไหร่ ไม่ต้องมานั่งคำนวณเองทุกครั้ง

เงินสำรอง เทียบกับวงเงินบัตรเครดิตหรือสินเชื่อฉุกเฉิน

ฟรีแลนซ์จำนวนไม่น้อยเลือกใช้วงเงินบัตรเครดิตหรือวงเงิน OD แทนการมีเงินสำรอง เพราะสะดวกกว่า ไม่ต้องเก็บเอง มีพร้อมใช้ทันที ต้องยอมรับว่านี่คือจุดแข็งจริงของวิธีนี้ในระยะสั้น

แต่จุดอ่อนคือต้นทุน ดอกเบี้ยบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของไทยอยู่ในระดับสูง ถ้าช่วงรายได้ตกกินเวลานานกว่าที่คิด หนี้จากดอกเบี้ยจะพอกพูนซ้อนกับปัญหารายได้ที่มีอยู่แล้ว กลายเป็นวงจรที่ออกยาก ต่างจากเงินสำรองที่นั่งเฉยๆ ไม่มีต้นทุน ไม่มีดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืน และไม่สร้างแรงกดดันเพิ่มในช่วงที่รายได้ไม่ดีอยู่แล้ว

ทางที่สมดุลที่สุดคือใช้ทั้งสองอย่างเป็นชั้นซ้อนกัน เงินสำรองเป็นชั้นแรกที่ใช้ก่อนเสมอ วงเงินบัตรหรือสินเชื่อเป็นชั้นสำรองฉุกเฉินจริงๆ ที่ใช้ต่อเมื่อเงินสำรองหมดแล้วเท่านั้น ไม่ใช่ใช้แทนกันตั้งแต่ต้น

เมื่อไหร่ควรแตะเงินสำรอง และเมื่อไหร่ไม่ควร

ควรใช้เมื่อ ไม่มีรายได้เข้ามาพอครอบคลุมรายจ่ายจำเป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ เจ็บป่วยฉุกเฉินที่ประกันสุขภาพไม่ครอบคลุมทั้งหมด หรืออุปกรณ์ทำมาหากินหลักเสียหายจนทำงานต่อไม่ได้ เช่น โน้ตบุ๊กพัง กล้องเสีย

ไม่ควรใช้เมื่อ แค่เดือนนี้งานน้อยกว่าปกติแต่ยังพอมีเงินสดหมุนอยู่ อยากอัปเกรดอุปกรณ์ที่ของเดิมยังใช้งานได้ปกติ หรือมีรายจ่ายที่เป็นความอยากมากกว่าความจำเป็น เส้นแบ่งง่ายๆ คือถามตัวเองว่าถ้าไม่มีเงินก้อนนี้ตอนนี้ จะกระทบความสามารถในการทำงานหรือใช้ชีวิตพื้นฐานหรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ ให้เก็บเงินสำรองไว้ต่อ

เติมเงินสำรองคืนให้เร็วที่สุดหลังใช้

หลังจากดึงเงินสำรองมาใช้ ให้ตั้งการเติมคืนเป็นลำดับความสำคัญอันดับแรกทันทีที่รายได้กลับมา ก่อนกลับไปใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น อาจปรับ % ที่หักอัตโนมัติให้สูงขึ้นชั่วคราว เช่น จาก 10% เป็น 20% จนกว่าจะเติมเต็มเป้าหมายเดิม เพราะถ้าปล่อยให้เงินสำรองพร่องไปเรื่อยๆ โดยไม่เติม มันจะไม่ทำหน้าที่ของมันได้ในรอบถัดไปที่จำเป็นต้องใช้จริง

สรุป

เงินสำรองฟรีแลนซ์ไม่ใช่เรื่องของการมีวินัยเหนือมนุษย์ แต่เป็นเรื่องของการมีระบบที่ทำงานแทนเราตั้งแต่ต้นทาง เปิดบัญชีแยก ตั้ง % อัตโนมัติจากทุกยอดที่ลูกค้าจ่าย และปฏิบัติกับมันเหมือนบิลที่ต้องจ่ายทุกเดือน ถ้าใช้เครื่องมืออย่าง MANA ติดตามใบแจ้งหนี้และกระแสเงินสดอยู่แล้ว การเห็นยอดเงินสำรองอยู่ในหน้าจอเดียวกับรายรับรายจ่ายจริง จะช่วยให้ตัดสินใจได้ไวขึ้นว่าเดือนนี้หักเข้าสำรองได้เท่าไหร่ โดยไม่ต้องเปิดสเปรดชีตแยกอีกไฟล์