ช่องที่อยู่ก่อนค่าลดหย่อน และมักมีมูลค่ามากกว่าหลายเท่า
พอใกล้สิ้นปี ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่จะเริ่มไล่หาค่าลดหย่อน ซื้อกองทุน ซื้อประกัน หาโครงการลดหย่อนของรัฐ ซึ่งก็ถูกต้อง แต่ถ้าย้อนกลับไปดูลำดับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะเห็นว่ามีอีกช่องหนึ่งที่มาก่อนค่าลดหย่อน และมักมีมูลค่ามากกว่าหลายเท่า นั่นคือ ค่าใช้จ่าย
สูตรคือ เงินได้ − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ แล้วค่อยเอาเงินได้สุทธิไปเข้าบันไดอัตราภาษี
สำหรับฟรีแลนซ์ที่รายได้ 1.2 ล้านบาทต่อปี ค่าลดหย่อนส่วนตัวคือ 60,000 บาท แต่ช่องค่าใช้จ่ายอาจเป็น 720,000 บาทหรือมากกว่านั้น ต่างกันสิบสองเท่า และที่สำคัญกว่าคือ ช่องนี้ไม่ได้กรอกอัตโนมัติ กฎหมายเปิดให้ เลือก ว่าจะใช้วิธีไหน และการเลือกครั้งนั้นตัดสินตัวเลขภาษีทั้งปี
บทความนี้เป็นเรื่องของการเลือกนั้น ว่าจะหักแบบเหมา หรือหักตามจริง ต้องดูอะไรบ้าง คุ้มเมื่อไหร่ ไม่คุ้มเมื่อไหร่ และต้องเก็บอะไรไว้ตั้งแต่วันนี้ถึงจะใช้สิทธิได้จริง
สองวิธีที่กฎหมายให้เลือก
หักเหมา: จบในบรรทัดเดียว
การหักเหมาคือการคูณรายได้ด้วยอัตราที่กฎหมายกำหนด ไม่ต้องมีใบเสร็จ ไม่ต้องพิสูจน์ ไม่ต้องอธิบาย เงินได้จากการรับจ้างทำของและอาชีพบริการซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หักเหมาได้ 60% ส่วนงานรับเหมาที่ผู้รับเหมาลงทั้งค่าแรงและค่าของ ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 7 ก็หักเหมาได้ 60% เช่นกัน
ตัวเลข 60% นี้เป็นเพดานที่ใช้มาตั้งแต่ปีภาษี 2560 หลังพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 629 ปรับอัตราของเงินได้ประเภทที่ 7 และ 8 ลงมาให้เท่ากันที่ไม่เกิน 60% ถ้าเจอเอกสารเก่าที่บอกว่าอาชีพนั้นอาชีพนี้หักได้ 70% หรือ 85% นั่นคือข้อมูลก่อนปี 2560 อย่าใช้
ส่วนเงินได้ประเภทที่ 2 ซึ่งเป็นค่าจ้างงานที่ผูกกับตัวบุคคลไม่มีต้นทุนของตัวเอง หักได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และ ไม่มีทางเลือกหักตามจริง ดังนั้นถ้ารายได้ของคุณถูกจัดเป็นประเภทที่ 2 บทความนี้จบตรงนี้สำหรับคุณ เรื่องที่ต้องกลับไปดูก่อนคือการจัดประเภทเงินได้ ไม่ใช่วิธีหักค่าใช้จ่าย
หักตามจริง: ได้เท่าที่พิสูจน์ได้
อีกทางคือหักตามความจำเป็นและสมควร คือเอาต้นทุนจริงที่เกิดขึ้นมาหัก ไม่มีเพดานเปอร์เซ็นต์ ถ้าปีนั้นต้นทุนคุณ 80% ของรายได้ ก็หัก 80% ได้ ถ้า 95% ก็หัก 95% ได้
แลกมาด้วยเงื่อนไขข้อเดียวที่หนักมาก คือคุณต้องพิสูจน์ได้ทุกบาท กฎหมายเขียนไว้ตรงไปตรงมาว่า ถ้าพิสูจน์ได้น้อยกว่าที่กรอก ให้ถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงเท่าที่พิสูจน์ได้ ไม่มีการปัดเศษให้ ไม่มีการอนุโลมกลับไปใช้อัตราเหมาแทน
นี่คือจุดที่คนพลาดมากที่สุด ไม่ใช่พลาดเพราะคำนวณผิด แต่พลาดเพราะเลือกทางที่ต้นทุนจริงสูงกว่า แล้วเก็บหลักฐานไม่ครบ
ด่านแรกที่คนข้าม: อาชีพของคุณหักเหมาได้จริงหรือเปล่า
ก่อนจะไปถึงการเปรียบเทียบ ต้องผ่านด่านนี้ก่อน
การหักเหมาสำหรับเงินได้ประเภทที่ 8 ไม่ได้ใช้ได้กับทุกอาชีพ กฎหมายระบุประเภทกิจการที่หักเหมาได้ไว้ในมาตรา 8 ของพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2502 ปัจจุบันมี 43 อนุมาตรา เช่น การรับจ้างทำของและอาชีพบริการทุกประเภท การซื้อมาขายไป การถ่ายและตัดต่อภาพ การทำเครื่องหนัง ไปจนถึงนักแสดงสาธารณะ
ถ้ากิจการของคุณไม่อยู่ในรายการนั้น คุณหักเหมาไม่ได้เลย ต้องหักตามจริงสถานเดียว
กรณีที่เจอบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คือรายได้รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่ค่าจ้างทำงานตรง ๆ เช่น ส่วนแบ่งค่าโฆษณาจากแพลตฟอร์ม รายได้จากการขายสิทธิ์ใช้งานผลงานดิจิทัล หรือรายได้ที่มีลักษณะเป็นค่าตอบแทนการใช้สิทธิ รายได้กลุ่มนี้ต้องดูเป็นราย ๆ ว่าเข้าประเภทไหน และหลายกรณีจบลงที่ต้องพิสูจน์ต้นทุนจริง
อีกกรณีที่มีกติกาเฉพาะคือนักแสดงสาธารณะ ซึ่งรวมนักร้อง นักดนตรี นักแสดง และนักกีฬาอาชีพ กลุ่มนี้หักเหมาส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทได้ 60% ส่วนที่เกินได้ 40% และรวมกันแล้วไม่เกิน 600,000 บาท ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้และรายได้สูง เพดาน 600,000 บาทจะมาถึงเร็วกว่าที่คิด และการหักตามจริงจะน่าสนใจขึ้นทันที
เช็กเรื่องนี้ก่อนเสมอ เพราะถ้าตอบผิด การเปรียบเทียบทั้งหมดข้างล่างก็ไม่มีความหมาย
เทียบด้วยตัวเลขจริง: รายได้ 1.2 ล้านบาท
สมมติฟรีแลนซ์คนหนึ่ง รายได้จากงานบริการ 1,200,000 บาทต่อปี เป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หักเหมาได้ 60% มีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทอย่างเดียว ไม่มีลดหย่อนอื่น
ทางที่ 1 หักเหมา 60%
- ค่าใช้จ่าย 720,000 บาท
- เงินได้สุทธิ 1,200,000 − 720,000 − 60,000 = 420,000 บาท
- ภาษี 19,500 บาท
ทางที่ 2 หักตามจริง ต้นทุนจริง 850,000 บาท และมีหลักฐานครบทุกบาท
- เงินได้สุทธิ 1,200,000 − 850,000 − 60,000 = 290,000 บาท
- ภาษี 7,000 บาท
ประหยัดไป 12,500 บาท จากการกรอกช่องเดียวให้ต่างออกไป
ทางที่ 3 หักตามจริง ต้นทุนจริง 850,000 บาท แต่พิสูจน์ได้จริงแค่ 600,000 บาท
อีก 250,000 บาทเป็นบิลเงินสดเขียนมือ สลิปโอนที่ไม่รู้ว่าโอนให้ใคร ค่าจ้างซับที่จ่ายเป็นเงินสดโดยไม่มีเอกสาร
- เงินได้สุทธิ 1,200,000 − 600,000 − 60,000 = 540,000 บาท
- ภาษี 33,500 บาท
แพงกว่าการหักเหมาเฉย ๆ อยู่ 14,000 บาท ทั้งที่ต้นทุนจริงสูงกว่า 60% ชัดเจน
ทางที่ 4 หักตามจริง แต่พิสูจน์อะไรไม่ได้เลย
- เงินได้สุทธิ 1,200,000 − 0 − 60,000 = 1,140,000 บาท
- ภาษี 150,000 บาท
นี่คือช่วงของตัวเลขจากสถานการณ์เดียวกัน รายได้เท่ากัน ต้นทุนเท่ากัน ต่างกันแค่เอกสาร ตั้งแต่ 7,000 ถึง 150,000 บาท
จุดคุ้มทุนไม่ได้อยู่ที่ 60% เป๊ะ ๆ
คณิตศาสตร์บอกว่าหักตามจริงคุ้มเมื่อต้นทุนที่พิสูจน์ได้เกิน 60% ของรายได้ แต่ในชีวิตจริงควรเผื่อไว้มากกว่านั้น เพราะการหักตามจริงมีต้นทุนแฝงสามอย่าง
หนึ่ง เวลาและงานเอกสาร คุณต้องทำบัญชี เก็บใบเสร็จ ไล่ขอเอกสารจากคู่ค้า ตลอดทั้งปี
สอง ความเสี่ยงจากการตรวจสอบ ตัวเลขที่ผิดปกติดึงดูดการสอบถาม และภาระการพิสูจน์อยู่ที่คุณ ไม่ใช่ที่เจ้าหน้าที่
สาม ความไม่แน่นอน คุณจะรู้ว่าพิสูจน์ได้เท่าไหร่จริง ๆ ก็ตอนไล่เอกสารเสร็จ ซึ่งมักเป็นตอนใกล้ยื่นแล้ว
กฎง่าย ๆ ที่ใช้ได้คือ ถ้าต้นทุนที่มีเอกสารรองรับยังไม่ถึงราว 70% ของรายได้ ให้หักเหมาไปเถอะ ส่วนต่างไม่คุ้มกับงานที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าคุณเป็นสายที่ต้องจ้างทีมต่อ ซื้อของให้ลูกค้า หรือมีค่าผลิตสูง เช่น รับผลิตงานอีเวนต์ รับทำวิดีโอที่ต้องจ้างกองถ่าย รับงานก่อสร้างตกแต่ง หรือขายของที่มีต้นทุนสินค้าชัดเจน ต้นทุนจริงมักเกิน 60% แบบไม่ต้องเถียง และการหักตามจริงคือทางที่ถูกต้อง
รายจ่ายแบบไหนใช้ได้ และแบบไหนโดนตัด
หลักคือรายจ่ายนั้นต้องเกี่ยวกับการหารายได้ ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัว และต้องพิสูจน์ตัวผู้รับเงินได้
ที่ใช้ได้และฟรีแลนซ์มักลืม
- ค่าจ้างทีมงานหรือซับคอนแทรกต์ แต่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและออกหนังสือรับรองให้เขาด้วย ถ้าไม่ทำ รายจ่ายก้อนนี้จะพิสูจน์ยากมาก
- ค่าซอฟต์แวร์และบริการรายเดือน เก็บใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์คู่กับหลักฐานการชำระเงินเสมอ ใบแจ้งหนี้จากต่างประเทศอย่างเดียวมักไม่พอ
- ค่าเช่าพื้นที่ทำงาน หรือสัดส่วนของค่าเช่าบ้านที่ใช้ทำงานจริง ต้องอธิบายสัดส่วนได้ อย่าหักทั้งก้อน
- ค่าอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ ตามสัดส่วนการใช้งาน
- ค่าเดินทางที่ผูกกับงานชิ้นที่ระบุได้
ที่มักเข้าใจผิด
- อุปกรณ์ราคาสูง เช่น คอมพิวเตอร์หรือกล้อง ไม่ได้หักทั้งก้อนในปีที่ซื้อ แต่ทยอยตัดค่าเสื่อมราคา โดยทั่วไปคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ตัด 3 ปี
- ค่าอาหารกลางวันประจำวัน ค่ากาแฟระหว่างวัน ค่าเสื้อผ้าทั่วไป เป็นรายจ่ายส่วนตัว ไม่ใช่ต้นทุนงาน
- บิลที่ไม่มีชื่อผู้ขาย ไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ไม่มีวันที่ ถือว่าพิสูจน์ผู้รับไม่ได้
รายงานเงินสดรับ-จ่าย: เงื่อนไขที่คนลืมบ่อยที่สุด
ข้อนี้สำคัญและมีคนรู้น้อยเกินไป
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 161 กำหนดให้ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 5 ถึง 8 ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องจัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่าย ตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด ไม่มีเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ
ในทางปฏิบัติ รายงานนี้คือเงื่อนไขของการใช้สิทธิหักตามจริง ถ้าคุณไม่ได้ทำ และมีแต่กองใบเสร็จ การยืนยันตัวเลขในชั้นตรวจสอบจะยากขึ้นมาก
รูปแบบไม่ได้ซับซ้อน คือบันทึกวันที่ รายการ จำนวนเงินรับ จำนวนเงินจ่าย ตามลำดับเวลา ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีรายได้หรือรายจ่าย แล้วเก็บพร้อมเอกสารประกอบ สิ่งที่ยากไม่ใช่รูปแบบ แต่คือการทำให้ต่อเนื่องทั้งปี ไม่ใช่มานั่งทำย้อนหลังในเดือนมีนาคม
จังหวะนี้พอดี: ภ.ง.ด.94 ยังยื่นได้ถึงต้นตุลาคม
ถ้าคุณมีเงินได้ประเภทที่ 5 ถึง 8 ระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน คุณมีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.94 ซึ่งเป็นการยื่นภาษีครึ่งปี รอบปีภาษี 2569 ยื่นแบบกระดาษได้ถึง 30 กันยายน และยื่นออนไลน์ได้ถึง 8 ตุลาคม
สองเรื่องที่ต้องรู้ ค่าลดหย่อนในแบบครึ่งปีใช้ได้ครึ่งหนึ่ง เช่น ลดหย่อนส่วนตัวเหลือ 30,000 บาท และภาษีที่จ่ายตาม ภ.ง.ด.94 ไม่ได้หายไปไหน เอาไปเครดิตกับภาษีทั้งปีตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ได้
ประโยชน์ที่แท้จริงของรอบครึ่งปีคือมันบังคับให้คุณดูตัวเลขหกเดือนแรกจริง ๆ ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าครึ่งปีที่ผ่านมารายได้เท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ และเอกสารครบแค่ไหน ถ้าตอนนี้ต้นทุนจริงพุ่งไป 75% แต่มีใบเสร็จรองรับแค่ครึ่งเดียว คุณยังมีเวลาอีกครึ่งปีในการไล่เก็บเอกสารย้อนหลังและปรับวิธีทำงาน ซึ่งดีกว่ามารู้ตัวตอนมีนาคมปีหน้าที่แก้อะไรไม่ทันแล้ว
ทำให้ “หักตามจริง” เป็นตัวเลือกที่มีอยู่จริง
ความจริงที่เจ็บปวดคือ ฟรีแลนซ์จำนวนมากจ่ายภาษีเกินไม่ใช่เพราะเลือกผิด แต่เพราะไม่มีตัวเลือกให้เลือกตั้งแต่แรก ต้นทุนจริงเกิน 60% มาหลายปีแล้ว แต่ไม่เคยมีตัวเลขที่กล้ายืนยัน ก็เลยหักเหมาไปทุกปีเพราะมันปลอดภัยกว่า
วิธีแก้ไม่ใช่การขยันตอนสิ้นปี แต่คือการเปลี่ยนจุดที่บันทึก บันทึกตอนจ่าย ไม่ใช่ตอนยื่น
สามนิสัยที่พอ
- ทุกครั้งที่จ่ายเงินที่เกี่ยวกับงาน บันทึกทันทีพร้อมแนบรูปใบเสร็จหรือสลิป ถ่ายรูปตอนนั้นเลย เพราะใบเสร็จกระดาษความร้อนจางภายในไม่กี่เดือน
- ผูกรายจ่ายกับงานหรือลูกค้าที่มันเกิดขึ้น เพื่อให้ตอบได้ว่ารายจ่ายนี้เกี่ยวกับการหารายได้ยังไง
- ดูตัวเลขสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้อย่างน้อยไตรมาสละครั้ง ไม่ใช่ปีละครั้ง
สเปรดชีตก็ทำได้ถ้าคุณมีวินัยพอ หลายคนใช้ได้ดีมาตลอด ข้อเสียเดียวของมันคือมันไม่เตือนคุณเวลาลืม และมันไม่บอกว่าเดือนนี้คุณอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้
ส่วนที่ MANA ช่วยได้คือมันอยู่ตรงจุดที่เงินเข้าและออกอยู่แล้ว บันทึกรายจ่ายพร้อมแนบไฟล์ใบเสร็จได้ในที่เดียวกับใบแจ้งหนี้และเอกสารของลูกค้า ผูกรายจ่ายเข้ากับโปรเจกต์เพื่อดูกำไรรายงาน และเปิดรายงานการเงินดูได้ตลอดว่าปีนี้ต้นทุนคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้แล้ว พอถึงเวลาตัดสินใจ คุณจะมีตัวเลขให้เทียบ ไม่ใช่ความรู้สึก
สรุปเป็นกฎสามข้อ
ข้อหนึ่ง เช็กก่อนว่ากิจการของคุณอยู่ในรายการที่หักเหมาได้หรือเปล่า ถ้าไม่อยู่ คุณไม่มีทางเลือก ต้องเก็บเอกสารตั้งแต่วันนี้
ข้อสอง ถ้าต้นทุนที่มีเอกสารรองรับยังไม่ถึงราว 70% ของรายได้ ให้หักเหมา เรียบง่าย ปลอดภัย และส่วนต่างไม่คุ้มกับงานเอกสาร
ข้อสาม ถ้าจะหักตามจริง อย่าตัดสินใจในเดือนมีนาคม ตัดสินใจตอนนี้ แล้วเก็บหลักฐานให้ครบตลอดทั้งปี เพราะกฎหมายให้คุณเท่าที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่เท่าที่จ่ายจริง
อยากให้ตัวเลขนี้พร้อมตอบตลอดเวลา ลองเริ่มบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมใบเสร็จใน MANA แล้วปล่อยให้รายงานเป็นคนบอกคุณเองว่าปีนี้ควรเลือกทางไหน
