← บล็อก
เนื้อหายืนพื้นอ่าน 6 นาที

สัญญาจ้างฟรีแลนซ์ที่ใช้ได้จริง: 12 ข้อที่ต้องตกลงให้จบก่อนเริ่มงาน

ทำไมฟรีแลนซ์ไทยส่วนใหญ่ยังทำงานโดยไม่มีสัญญา

เหตุผลที่ได้ยินบ่อยที่สุดมีสามข้อ หนึ่ง กลัวว่าการขอให้เซ็นสัญญาจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราไม่ไว้ใจเขา สอง คิดว่าสัญญาต้องเป็นเอกสารยาวสิบหน้าที่ต้องจ้างทนายร่าง และสาม เคยทำงานแบบคุยกันในแชทมาหลายปีแล้วไม่เห็นมีปัญหา

ข้อเท็จจริงคือ ปัญหาของงานฟรีแลนซ์แทบไม่เคยเริ่มจากความไม่ซื่อสัตย์ แต่เริ่มจากความเข้าใจไม่ตรงกัน ลูกค้าคิดว่าราคานี้รวมแก้ไม่จำกัด เราคิดว่ารวมสองรอบ ลูกค้าคิดว่าไฟล์ต้นฉบับต้องได้ เราคิดว่าส่งแค่ไฟล์สำเร็จ ลูกค้าคิดว่าจ่ายเมื่องานเสร็จทั้งหมด เราคิดว่ามีมัดจำก่อน สัญญาที่ดีจึงไม่ใช่เครื่องมือฟ้องร้อง แต่คือบทสนทนาที่เกิดขึ้นตอนที่ทุกคนยังใจดีต่อกัน

ข่าวดีคือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาจ้างทำของไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือก็มีผลผูกพันแล้ว การตกลงกันทางอีเมลหรือแชทก็เป็นสัญญาได้ และพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 รองรับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ปัญหาจริงจึงไม่ใช่ว่า "มีสัญญาไหม" แต่คือ "ตอนเถียงกัน เรามีหลักฐานว่าตกลงอะไรไว้บ้าง"

12 ข้อที่ต้องมีในสัญญาจ้างฟรีแลนซ์

1. คู่สัญญาและข้อมูลภาษี

ระบุชื่อ-นามสกุลหรือชื่อนิติบุคคลให้ตรงกับเอกสารราชการ พร้อมเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ที่อยู่ตามทะเบียน และอีเมลที่ใช้เป็นทางการ ฟังดูเป็นพิธีการ แต่ข้อนี้คือข้อที่ทำให้ใบแจ้งหนี้ผ่านฝ่ายบัญชีของลูกค้าได้เร็ว และทำให้ใบ 50 ทวิ ออกมาถูกชื่อถูกเลขผู้เสียภาษีตั้งแต่ต้น

ถ้าลูกค้าเป็นบริษัท ให้ขอชื่อผู้ติดต่อฝั่งจัดซื้อหรือบัญชีไว้ด้วยหนึ่งคน คนที่จ้างเรากับคนที่กดจ่ายเงินมักไม่ใช่คนเดียวกัน

2. ขอบเขตงานและสิ่งที่ไม่รวม

เขียนสิ่งที่จะส่งมอบเป็นรายการ เช่น โลโก้หลัก 1 แบบ ไฟล์ AI และ PNG พื้นหลังโปร่ง คู่มือการใช้งาน 2 หน้า แล้วเขียนอีกบล็อกหนึ่งว่า "ไม่รวม" อะไร เช่น ไม่รวมออกแบบนามบัตร ไม่รวมจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ไม่รวมงานพิมพ์

รายการ "ไม่รวม" คือข้อที่ป้องกัน scope creep ได้ดีที่สุด เพราะเวลาลูกค้าขอเพิ่ม เราไม่ต้องปฏิเสธด้วยอารมณ์ แค่ชี้ว่าอยู่นอกขอบเขตแล้วเสนอราคาเพิ่มเป็นเรื่องปกติ

3. จำนวนรอบแก้ไขและราคาส่วนเกิน

กำหนดให้ชัดว่ารวมการแก้กี่รอบ นับรอบอย่างไร (รวบข้อเสนอแนะทั้งหมดของแต่ละรอบมาส่งครั้งเดียว) และรอบที่เกินคิดเท่าไหร่ ต่อรอบหรือต่อชั่วโมง การมีราคาส่วนเกินเขียนไว้ล่วงหน้าทำให้การเก็บเงินเพิ่มไม่ใช่การเจรจาใหม่

4. ไทม์ไลน์ที่ผูกกับหน้าที่ของลูกค้าด้วย

กำหนดวันส่งมอบพร้อมเงื่อนไขว่า ไทม์ไลน์เริ่มนับเมื่อได้รับข้อมูล ไฟล์ สิทธิ์เข้าถึงระบบ และเงินมัดจำครบแล้ว และหากลูกค้าตอบกลับช้าเกินกี่วันทำการ วันส่งมอบจะเลื่อนตามจำนวนวันที่ล่าช้า

งานฟรีแลนซ์ที่ดีเลย์เกินครึ่งดีเลย์เพราะรอฝั่งลูกค้า แต่คนที่ถูกมองว่าส่งงานช้าคือเราเสมอ ถ้าไม่เขียนข้อนี้ไว้

5. ราคาและงวดการชำระเงิน

ระบุราคารวม สกุลเงิน และแบ่งงวดให้ชัด รูปแบบที่ใช้ได้จริงกับงานส่วนใหญ่คือ มัดจำ 30–50% ก่อนเริ่ม งวดกลางเมื่อส่งงานร่างแรก และงวดสุดท้ายเมื่อส่งมอบ กำหนดเครดิตเทอมด้วย เช่น ชำระภายใน 15 หรือ 30 วันนับจากวันที่ได้รับใบแจ้งหนี้ และเขียนช่องทางชำระเงินให้ครบ

6. VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ใครรับผิดชอบส่วนไหน

เขียนให้ชัดว่าราคาที่ตกลง "ยังไม่รวม VAT" หรือ "รวม VAT แล้ว" เพราะสองแบบนี้ต่างกัน 7% และเป็นเรื่องเถียงกันบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่ง จากนั้นระบุว่าหากผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคล จะหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด (โดยทั่วไป 3% สำหรับค่าจ้างทำของและค่าบริการ) และผู้ว่าจ้างจะส่งมอบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ภายในกี่วัน

จุดที่ควรเขียนเพิ่มอีกบรรทัด: ฐานคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายคิดจากมูลค่าก่อน VAT ทำให้ใบแจ้งหนี้ของเราสอดคล้องกับที่ฝ่ายบัญชีลูกค้าคำนวณ ไม่ต้องแก้เอกสารกันไปมา

7. ดอกเบี้ยผิดนัดและการหยุดงาน

ข้อนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเก็บดอกเบี้ยจริง ๆ แต่มีไว้เพื่อให้การทวงมีน้ำหนัก เขียนว่าหากเกินกำหนดชำระ ผู้ว่าจ้างตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่ระบุ และผู้รับจ้างมีสิทธิ์ระงับงานจนกว่าจะได้รับชำระ การมีสิทธิ์หยุดงานเขียนไว้ มีผลทางปฏิบัติมากกว่าดอกเบี้ยเสียอีก

8. ลิขสิทธิ์และการโอนสิทธิ์เมื่อชำระครบ

ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของผู้สร้างสรรค์ เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น แปลว่าโดยหลักแล้วลิขสิทธิ์อยู่กับเรา แต่ลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจว่าจ่ายเงินแล้วต้องได้ทุกอย่าง ทางที่ดีที่สุดคือเขียนให้ตรงกัน

โครงสร้างที่ยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย: ผู้ว่าจ้างได้รับโอนสิทธิ์ในผลงานที่ส่งมอบ "เมื่อได้รับชำระเงินครบถ้วนแล้ว" ส่วนงานร่าง แบบที่ไม่ถูกเลือก ฟอนต์ ภาพสต็อก ปลั๊กอิน หรือคอมโพเนนต์ที่เราใช้ซ้ำในงานอื่น ยังเป็นของเราและให้สิทธิ์ใช้เท่าที่จำเป็น

9. สิทธิ์ในการนำผลงานไปแสดงและข้อมูลความลับ

ขอสิทธิ์ลงพอร์ตโฟลิโอไว้ในสัญญา พร้อมเงื่อนไขเวลา เช่น เผยแพร่ได้หลังงานเผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว หรือหลังส่งมอบ 90 วัน ถ้าลูกค้าขอ NDA ให้ตกลงขอบเขตให้แคบและมีอายุ เช่น ปกปิดข้อมูลธุรกิจและข้อมูลลูกค้าของผู้ว่าจ้างเป็นเวลา 2 ปี ไม่ใช่ห้ามพูดถึงทุกอย่างตลอดกาล

10. การยกเลิกงานและค่าชดเชย

เขียนสองทางเสมอ ถ้าผู้ว่าจ้างยกเลิกกลางคัน ผู้รับจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าตอบแทนตามสัดส่วนงานที่ทำไปแล้ว และมัดจำไม่คืน ถ้าผู้รับจ้างยกเลิกเอง จะส่งมอบไฟล์เท่าที่ทำและคืนเงินส่วนที่ยังไม่ได้ทำ ความสมมาตรตรงนี้ทำให้ข้อนี้ผ่านการตรวจของฝ่ายกฎหมายลูกค้าง่ายกว่าการเขียนเข้าข้างตัวเองอย่างเดียว

11. การส่งมอบและการตรวจรับโดยปริยาย

กำหนดว่าเมื่อส่งมอบแล้ว ลูกค้ามีเวลาตรวจรับกี่วันทำการ และหากไม่แจ้งข้อทักท้วงภายในกำหนด ให้ถือว่าตรวจรับแล้ว ข้อนี้ปิดสถานการณ์คลาสสิกที่งานส่งไปแล้วเงียบหายสามเดือน แล้วกลับมาพร้อมรายการแก้ยาวเหยียดโดยไม่จ่ายงวดสุดท้าย

12. กฎหมายที่ใช้บังคับ การระงับข้อพิพาท และอายุความ

ระบุว่าใช้กฎหมายไทยและศาลไทย และถ้าเป็นลูกค้าต่างประเทศ ให้ระบุสกุลเงิน ผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมโอน และภาษาที่ใช้บังคับ

อีกเรื่องที่ควรรู้แม้ไม่ต้องเขียนในสัญญา: สิทธิเรียกร้องค่าจ้างทำของโดยทั่วไปมีอายุความสั้นกว่าที่หลายคนคิด อย่าปล่อยหนี้ค้างข้ามปีโดยไม่ทำอะไร ถ้ามูลค่างานสูงหรือเงื่อนไขซับซ้อน ให้ทนายตรวจร่างสักครั้งคุ้มกว่าเสมอ

ทำให้มันเบาพอที่จะใช้จริง

สัญญาที่ไม่มีใครส่งให้ลูกค้าเซ็นก็ไม่ได้ป้องกันอะไรเลย สำหรับงานขนาดเล็กถึงกลาง สิ่งที่ใช้ได้จริงที่สุดคือใบเสนอราคาที่มีเงื่อนไขครบ ไม่ใช่สัญญาแยกอีกฉบับ

โครงสร้างที่แนะนำคือ หน้าแรกเป็นขอบเขตงาน ราคา และงวดชำระ หน้าที่สองเป็นเงื่อนไขมาตรฐาน 12 ข้อข้างต้นแบบย่อ แล้วปิดท้ายด้วยช่องลงชื่อทั้งสองฝ่าย ลูกค้าเซ็นกลับมาทางอีเมลก็ถือว่าตกลงแล้ว ถ้าลูกค้าตอบว่า "ตกลงตามใบเสนอราคาครับ" ในอีเมล ก็เก็บอีเมลนั้นไว้ให้ดี มันคือหลักฐาน

สิ่งที่ควรทำเป็นนิสัย:

เช็กลิสต์ก่อนกดเริ่มงาน

ถ้าเจ็ดข้อนี้ครบ ความเสี่ยงส่วนใหญ่ของงานฟรีแลนซ์ก็ถูกจัดการไปแล้ว ที่เหลือคือทำงานให้ดีและส่งให้ตรงเวลา

ใน MANA เราออกแบบสายเอกสารให้ต่อกันตั้งแต่ใบเสนอราคาที่ลูกค้าตอบตกลง ไปจนถึงใบแจ้งหนี้และใบเสร็จ เพื่อให้เงื่อนไขที่ตกลงกันไว้กับเอกสารที่ใช้เก็บเงินเป็นชุดเดียวกันเสมอ