สิ่งที่เปลี่ยนไปเงียบ ๆ ในช่วงสองสามปีนี้
ฟรีแลนซ์จำนวนไม่น้อยยังมีภาพจำเดิมว่า ถ้าลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวแล้วไม่ได้ออกเอกสารอะไรเลย รายได้ก้อนนั้นก็เหมือนไม่มีอยู่ในสายตาของกรมสรรพากร ภาพจำนี้เคยใกล้เคียงความจริงอยู่พักหนึ่ง แต่ในปี 2569 มันเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด เพราะกรมสรรพากรไม่ได้รอให้เรากรอกข้อมูลเองอีกต่อไป ระบบรับข้อมูลจากต้นทางหลายทางพร้อมกัน แล้วประกอบเป็นภาพรายได้ของเราไว้ล่วงหน้าก่อนที่เราจะเปิดหน้าจอยื่นแบบด้วยซ้ำ
บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อขู่ใคร แต่เขียนเพื่อให้เห็นชัด ๆ ว่าข้อมูลรายได้ของฟรีแลนซ์ไหลเข้าระบบจากช่องทางไหนบ้าง และเราควรจัดบ้านฝั่งตัวเองอย่างไรให้ตัวเลขของเราตรงกับตัวเลขที่ระบบเห็น เพราะปัญหาจริงของฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่ไม่ใช่การตั้งใจเลี่ยงภาษี แต่คือ "จำไม่ได้ว่าปีนี้รับงานไปเท่าไหร่กันแน่"
ห้าทางที่ข้อมูลรายได้ของคุณเข้าสู่ระบบ
1. ภ.ง.ด.3 จากลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล — ช่องทางที่เก่าที่สุด
ทุกครั้งที่บริษัทจ่ายค่าจ้างให้เราแล้วหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% บริษัทมีหน้าที่นำส่งภาษีนั้นพร้อมยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ซึ่งระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ชื่อผู้รับเงิน จำนวนเงินได้ และยอดภาษีที่หักไว้ แปลว่ารายได้ก้อนนั้นถูกบันทึกในระบบตั้งแต่เดือนที่เราได้รับเงิน ไม่ต้องรอถึงเดือนมีนาคม
นี่คือเหตุผลที่หลายคนเปิด My Tax Account แล้วเจอยอดเงินได้โผล่มาเองทั้งที่ยังไม่ได้ตามใบ 50 ทวิ จากลูกค้าเลยสักใบ และเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ "ลืมกรอกงานบางชิ้น" กลายเป็นเรื่องที่ระบบจับได้ง่ายมาก
2. บัญชีพิเศษของอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2566 กำหนดให้อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในประเทศไทยและมีรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีเกิน 1,000 ล้านบาท ต้องจัดทำ "บัญชีพิเศษ" แสดงรายรับที่ผู้ประกอบการแต่ละรายได้รับผ่านแพลตฟอร์ม และนำส่งกรมสรรพากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี โดยเริ่มใช้กับรอบบัญชีตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป
เกณฑ์นี้ครอบคลุมแพลตฟอร์มรายใหญ่ที่จดทะเบียนในไทย ทั้งมาร์เก็ตเพลสสินค้าและแพลตฟอร์มบริการ ถ้าคุณรับงานหรือขายผลงานผ่านแพลตฟอร์มในกลุ่มนี้ ยอดที่แพลตฟอร์มจ่ายให้คุณมีเส้นทางเข้ากรมสรรพากรของมันเองอยู่แล้ว โดยไม่เกี่ยวกับว่าคุณออกใบเสร็จหรือไม่
3. ข้อมูลจากธนาคารตามกฎหมาย e-Payment
กฎหมายภาษี e-Payment ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2562 กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์รายงานข้อมูลบัญชีที่เข้าเงื่อนไขให้กรมสรรพากรปีละครั้ง เงื่อนไขคือบัญชีที่มีการรับโอนเข้าตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปีขึ้นไป หรือรับโอนเข้าตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไปและมียอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อปี
ฟรีแลนซ์ที่รับงานเป็นก้อนใหญ่ไม่กี่ก้อนต่อปีมักไม่เข้าเกณฑ์นี้ แต่คนที่รับงานย่อยจำนวนมาก ขายไฟล์ ขายคอร์ส หรือรับพรีออเดอร์ปนกับบัญชีส่วนตัว มีโอกาสเข้าเกณฑ์มากกว่าที่คิด และเมื่อบัญชีที่ใช้ปนกันถูกรายงาน การอธิบายว่า "ยอดไหนเป็นรายได้ ยอดไหนเป็นเงินเพื่อนโอนคืน" จะกลายเป็นภาระของเราเอง
4. D-MyTax กับ My Tax Account
กรมสรรพากรเปิดระบบ D-MyTax (Digital MyTax) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นระบบ One Portal ที่รวมบริการภาษีไว้ที่เดียว ยืนยันตัวตนครั้งเดียวด้วย Digital ID แล้วใช้ได้ทั้ง My Tax Account, e-Filing, e-Donation และระบบนัดหมาย
สำหรับปีภาษี 2568 ที่ยื่นกันเมื่อต้นปี 2569 ระบบดึงข้อมูลเงินได้ เบี้ยประกัน กองทุน ประกันสังคม และเงินบริจาคมาแสดงให้อัตโนมัติจากหน่วยงานต้นทาง สิ่งที่หลายคนไม่ทันคิดคือ ประโยคว่า "ระบบดึงข้อมูลมาให้ได้" มีความหมายอีกด้านหนึ่งเสมอ นั่นคือ ข้อมูลนั้นอยู่ในมือกรมสรรพากรอยู่แล้ว
5. ความเคลื่อนไหวล่าสุดในเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2569
- ตั้งแต่ 24 กรกฎาคม 2569 ระบบ e-Filing เปิดให้ยื่นแบบเพิ่มเติมสำหรับกรณีนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้เกิน เฉพาะแบบ ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.2, ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 โดยผู้ยื่นต้องติดตั้งโปรแกรม RD Prep เวอร์ชันใหม่ ข้อนี้เกี่ยวกับฟรีแลนซ์ตรงที่ ถ้าลูกค้าหักภาษีเราไว้ผิดแล้วยื่นแก้ไข ยอดเครดิตภาษีของเราจะขยับตาม จึงควรเก็บใบ 50 ทวิ ฉบับที่ได้รับไว้เทียบเสมอ
- ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 การยื่นแบบ ภ.อ.11 ทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
- และช่วงนี้คือฤดูภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94 สำหรับเงินได้มาตรา 40(5)–(8) ครึ่งปีแรกเกิน 60,000 บาท ยื่นแบบกระดาษได้ถึง 30 กันยายน 2569 และออนไลน์ได้ถึงประมาณ 8 ตุลาคม 2569
แล้วฟรีแลนซ์ควรทำอะไรในเดือนสิงหาคมนี้
เทียบตัวเลขฝั่งเราเข้ากับตัวเลขที่ระบบเห็น
เปิด My Tax Account แล้วเทียบยอดเงินได้ที่ระบบมี กับยอดที่เราบันทึกไว้เอง ถ้าตัวเลขห่างกัน สาเหตุมักมาจากงานที่ลืมบันทึก งานที่ลูกค้าจ่ายเป็นเงินสด หรือลูกค้าที่ยื่น ภ.ง.ด.3 ด้วยตัวเลขไม่ตรงกับที่โอนจริง การรู้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมดีกว่ารู้ตอนปลายเดือนมีนาคม
แยกบัญชีรับงานออกจากบัญชีใช้จ่ายส่วนตัว
ข้อนี้ไม่ต้องรอจดบริษัทหรือจด VAT ทำได้ทันทีด้วยบัญชีธนาคารอีกเล่ม ผลลัพธ์คือรายการเดินบัญชีของบัญชีนั้นเกือบทั้งหมดคือรายได้จริง อธิบายง่าย กระทบยอดง่าย และเวลาต้องพิสูจน์อะไรก็มีหลักฐานชุดเดียวจบ
ทำสายเอกสารให้ครบ ใบเสนอราคา → ใบแจ้งหนี้ → ใบเสร็จ
เมื่อฝั่งลูกค้ามีเอกสารส่งกรมสรรพากรทุกเดือน ฝั่งเราก็ควรมีชุดเอกสารที่เล่าเรื่องเดียวกัน งานหนึ่งชิ้นควรลากเส้นได้ตั้งแต่ราคาที่ตกลง ใบแจ้งหนี้ที่ส่ง เงินที่เข้าบัญชี และใบเสร็จที่ออกให้ ถ้าเส้นนี้ครบ การยื่นภาษีจะเหลือแค่งานรวมยอด
จำเกณฑ์ VAT ให้แม่น: 1.8 ล้านบาทนับจากรายรับ ไม่ใช่กำไร
ฟรีแลนซ์ที่ปีนี้งานดีควรเช็กยอดสะสมทุกไตรมาส เพราะเมื่อรายรับทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ และหลังจากนั้นต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน ไม่ว่าจะมีรายได้ในเดือนนั้นหรือไม่
ถ้าตั้งใจหักค่าใช้จ่ายตามจริง ต้องเก็บหลักฐานตั้งแต่วันนี้
การเลือกหักตามจริงย้อนหลังโดยไม่มีบิลคือทางตัน หลักฐานที่ใช้ได้จริงคือใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีที่ออกในนามเรา สลิปโอน และร่องรอยว่าค่าใช้จ่ายนั้นเกี่ยวกับงานที่รับจริง
สรุป
ปี 2569 ไม่ได้มีกฎหมายใหม่ที่ทำให้ฟรีแลนซ์ต้องเสียภาษีมากขึ้นแบบพลิกฝ่ามือ แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ "ความสมบูรณ์ของข้อมูล" ในมือกรมสรรพากร ทั้งจาก ภ.ง.ด.3 ของลูกค้า บัญชีพิเศษของแพลตฟอร์ม ข้อมูลธนาคารตามกฎหมาย e-Payment และการรวมทุกอย่างไว้บน D-MyTax
วิธีรับมือที่ต้นทุนต่ำที่สุดคือทำให้ระบบบันทึกของเราเองสมบูรณ์กว่าเดิมนิดเดียว รู้ว่าปีนี้รับงานไปกี่ชิ้น ยอดเท่าไหร่ ถูกหักภาษีไปเท่าไหร่ และเอกสารอยู่ครบไหม MANA ถูกออกแบบมาเพื่องานส่วนนี้พอดี ตั้งแต่ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ไปจนถึงการเก็บยอดหัก ณ ที่จ่ายรายลูกค้าให้ตรวจย้อนได้ตลอดปี
