สรุปสั้น ๆ ก่อนอ่านยาว
กรมสรรพากรประกาศพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 803) พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ สาระสำคัญมีสองเรื่องที่ฟรีแลนซ์สายครีเอทีฟควรรู้
- ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(6) ประเภทวิชาชีพอิสระ ประณีตศิลปกรรม หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้เพิ่มจาก 30% เป็น 60% แบบถาวร ไม่จำกัดประเภทศิลปิน มีผลตั้งแต่ปีภาษี 2568 เป็นต้นไป
- ผู้ที่ ซื้อ งานจิตรกรรมหรือประติมากรรมจากศิลปินไทยที่เข้าเงื่อนไข ได้รับยกเว้นภาษีตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีภาษี สำหรับการซื้อตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 (สิทธินี้ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล)
ข้อแรกคือของขวัญถาวรสำหรับศิลปิน ข้อสองคือดีลจำกัดเวลาที่จะหมดอายุสิ้นปีนี้ ทั้งสองข้อกระทบกับวิธีที่คุณออกเอกสารและจัดประเภทรายได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขตอนยื่นภาษี
30% เป็น 60% ต่างกันแค่ไหน ลองคิดจริง
สมมติปีนี้คุณมีรายได้จากงานประณีตศิลปกรรม 800,000 บาท และมีค่าลดหย่อนส่วนตัวอย่างเดียว 60,000 บาท
แบบเดิม หักเหมา 30%
- ค่าใช้จ่าย 240,000 บาท เหลือเงินได้ 560,000 บาท
- หักลดหย่อน 60,000 เหลือเงินได้สุทธิ 500,000 บาท
- ภาษีตามขั้นบันได = 27,500 บาท
แบบใหม่ หักเหมา 60%
- ค่าใช้จ่าย 480,000 บาท เหลือเงินได้ 320,000 บาท
- หักลดหย่อน 60,000 เหลือเงินได้สุทธิ 260,000 บาท
- ภาษีตามขั้นบันได = 5,500 บาท
ต่างกัน 22,000 บาทจากรายได้ระดับ 800,000 บาท และช่องว่างนี้จะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อรายได้สูงขึ้น เพราะเงินได้สุทธิที่หายไปจะถูกตัดออกจากขั้นบันไดชั้นบนก่อนเสมอ ถ้ารายได้อยู่ระดับล้านต้น ๆ ส่วนต่างจะขยับขึ้นไปหลักหลายหมื่นบาทต่อปีทันที
และเพราะข้อดีตรงนี้ใหญ่มาก คำถามที่สำคัญกว่าคือ คุณเข้าข่ายจริงหรือเปล่า
“ประณีตศิลปกรรม” ไม่ได้แปลว่า “ทำงานสายอาร์ต”
มาตรา 40(6) คือเงินได้จากวิชาชีพอิสระ ซึ่งกฎหมายระบุไว้เป็นสาขาเฉพาะ ได้แก่ การประกอบโรคศิลปะ กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี และประณีตศิลปกรรม ไม่ใช่ถังรวมของอาชีพอิสระทุกแบบ
งานที่มักถูกจัดเป็นประณีตศิลปกรรมคืองานที่ใช้ฝีมือช่างชั้นสูงและตัวผลงานเองคือสินค้า เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ งานหัตถศิลป์ งานเซรามิก งานคราฟต์ที่ทำมือ
ส่วนงานที่ฟรีแลนซ์ไทยส่วนใหญ่ทำ มักไม่ใช่ 40(6)
- มาตรา 40(2) งานรับทำให้ตามที่ว่าจ้าง โดยแทบไม่มีต้นทุนของตัวเอง เช่น รับจ้างออกแบบกราฟิก เขียนคอนเทนต์ ที่ปรึกษา งานประเภทนี้หักเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งเพดานนี้ตันเร็วมาก
- มาตรา 40(8) การรับจ้างทำของหรือธุรกิจที่มีต้นทุนจริง เช่น มีทีม มีวัสดุ มีค่าอุปกรณ์ มีค่าจ้างช่วง กรณีนี้เลือกได้ระหว่างหักตามจริงพร้อมหลักฐาน หรือหักเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับกิจการประเภทนั้น
เส้นแบ่งอยู่ที่ เนื้องานและวิธีสร้างรายได้ ไม่ใช่ชื่อตำแหน่งบนนามบัตร ศิลปินที่ขายภาพวาดของตัวเองกับดีไซเนอร์ที่รับบรีฟลูกค้ามาทำอาร์ตเวิร์กเชิงพาณิชย์ อาจใช้ทักษะใกล้กัน แต่คนละประเภทเงินได้ในสายตากฎหมาย
ถ้าคุณทำทั้งสองแบบ — ขายผลงานของตัวเองด้วย รับงานคอมเมอร์เชียลด้วย — ต้องแยกยอดกันให้ชัด ไม่ใช่รวมก้อนแล้วเลือกอัตราที่ดีที่สุดกับทั้งก้อน
สิ่งที่ควรทำภายในเดือนนี้
1. จัดประเภทรายได้ย้อนหลังทั้งปี เปิดรายการรับเงินทั้งหมดแล้วติดป้ายทีละรายการว่าเป็นงานขายผลงาน หรือรับจ้างเชิงพาณิชย์ ทำตอนนี้ง่ายกว่าไปนั่งนึกตอนมีนาคมปีหน้า
2. ทำให้เอกสารพูดแทนคุณ สรรพากรอ่านใบแจ้งหนี้และใบเสร็จ ไม่ได้อ่านความตั้งใจ ถ้าเป็นการขายผลงาน ให้ระบุชื่อผลงาน ขนาด เทคนิค และคำว่าขายผลงานให้ชัด แทนที่จะเขียนกว้าง ๆ ว่าค่าบริการออกแบบ
3. เตรียมเอกสารให้ฝั่งผู้ซื้อ สิทธิ 100,000 บาทของผู้ซื้อจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานการซื้อที่ครบถ้วน ใบเสร็จควรมีชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่าย วันที่ จำนวนเงิน และรายละเอียดผลงาน สำหรับศิลปิน นี่คือเหตุผลการขายที่ใช้ได้จริงในไตรมาสสุดท้ายของปี — ลูกค้าที่ลังเลอยู่มีเดดไลน์ 31 ธันวาคม 2569 เป็นแรงผลัก
4. ถ้ายื่นปีภาษี 2568 ไปแล้วด้วยอัตรา 30% มาตรการนี้ให้ผลตั้งแต่ปีภาษี 2568 ดังนั้นถ้าคุณเข้าเกณฑ์แต่ยื่นด้วยอัตราเดิม สามารถยื่นแบบเพิ่มเติมเพื่อขอคืนภาษีได้ โดยทั่วไปคำร้องขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดายื่นได้ภายใน 3 ปีนับแต่วันครบกำหนดยื่นแบบ อย่าปล่อยทิ้ง
ข้อควรระวังที่ยังต้องตามต่อ
- ควรอ่านตัวบทฉบับเต็มและประกาศที่เกี่ยวข้องในหน้ากฎหมายออกใหม่ของกรมสรรพากร โดยเฉพาะนิยามและหลักฐานที่ต้องใช้ ถ้างานของคุณก้ำกึ่ง ให้ถามสรรพากรพื้นที่หรือผู้ทำบัญชีก่อนยื่น อย่าเดา
- การหักเหมาไม่ต้องเก็บใบเสร็จค่าใช้จ่ายก็จริง แต่คุณยังต้องพิสูจน์ได้ว่ารายได้นั้นเป็นเงินได้ประเภทที่อ้างสิทธิจริง ภาระการพิสูจน์ย้ายจากค่าใช้จ่ายไปอยู่ที่ประเภทของรายได้แทน
- อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้เปลี่ยนตามมาตรการนี้ ผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคลยังหัก 3% สำหรับเงินได้ 40(6) เหมือนเดิม เงินที่ถูกหักไว้จะไปหักกลบหรือขอคืนตอนยื่นแบบประจำปี
- มาตรการฝั่งผู้ซื้อมีวันหมดอายุชัดเจนคือ 31 ธันวาคม 2569 ส่วนอัตรา 60% ของศิลปินเป็นการเปลี่ยนแบบถาวร อย่าสลับกันจำ
แล้วจะทำให้มันไม่ยุ่งได้ยังไง
งานหนักจริง ๆ ของมาตรการนี้ไม่ใช่การคำนวณ แต่คือการรู้ว่ารายได้ก้อนไหนเป็นประเภทไหน ตลอดทั้งปี ถ้ารายการรับเงินของคุณกระจายอยู่ในแชท สลิปโอนเงิน และไฟล์ Excel สามไฟล์ การแยกประเภทตอนปลายปีจะกลายเป็นงานสองวัน
ใน MANA คุณออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบเสร็จจากที่เดียว ผูกกับลูกค้าและโปรเจกต์ พร้อมช่องอัตราหัก ณ ที่จ่ายและ VAT ในตัวเอกสาร เมื่อทุกอย่างอยู่ในรายการเดียวกัน การกวาดดูว่าปีนี้ขายผลงานไปเท่าไร รับงานจ้างไปเท่าไร ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที — ซึ่งพอดีกับสิ่งที่ พ.ร.ฎ. 803 เพิ่งทำให้มีค่าขึ้นมาก
