← บล็อก
เนื้อหายืนพื้นอ่าน 7 นาที

ทวงเงินลูกค้า: บันได 5 ขั้นที่ได้เงินคืนโดยไม่เสียลูกค้า และไม่ผิด พ.ร.บ.ทวงหนี้

ทำไม “ทวงเงินลูกค้า” ถึงเป็นเรื่องที่ฟรีแลนซ์ไทยเลี่ยงมากที่สุด

ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่ยอมทำงานเพิ่ม ยอมลดราคา ยอมอดทนกับบรีฟที่เปลี่ยนกลางทาง แต่พอถึงขั้นตอน “ทวงเงินลูกค้า” กลับกลายเป็นเรื่องที่อึดอัดที่สุดในทั้งกระบวนการทำงาน เหตุผลไม่ใช่เพราะไม่รู้วิธีพิมพ์ข้อความทวงเงิน แต่เพราะงานฟรีแลนซ์ไทยจำนวนมากเกิดจากความสัมพันธ์ส่วนตัว รู้จักกันผ่านคนกลาง เป็นลูกค้าประจำที่เคยงานดีกันมาตลอด หรือเป็นบริษัทที่ “ดูน่าเชื่อถือ” จนรู้สึกว่าการทวงเงินคือการทำลายความสัมพันธ์

ปัญหาคือ ยิ่งปล่อยนาน ยิ่งทวงยาก อีเมลหรือแชทที่ควรส่งตั้งแต่วันครบกำหนดชำระ พอทิ้งไว้สองสามสัปดาห์จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในหัว จนหลายคนเลือกจะไม่ทวงเลย แล้วปล่อยให้ยอดค้างชำระกลายเป็นหนี้สูญ

ทางออกไม่ใช่การ “ใจแข็งขึ้น” แต่คือการมีระบบที่ทำให้การทวงเงินเป็นขั้นตอนมาตรฐาน ไม่ต้องตัดสินใจใหม่ทุกครั้งว่าจะพูดอย่างไร จะทวงตอนไหน และจะยอมแค่ไหน

กฎหมายที่ต้องรู้ก่อนเริ่มทวง: พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ 2558 คุมเจ้าหนี้ด้วย ไม่ใช่แค่บริษัทติดตามหนี้

จุดที่ฟรีแลนซ์ไทยส่วนใหญ่ไม่รู้คือ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ไม่ได้ใช้เฉพาะกับบริษัทติดตามหนี้หรือธนาคารเท่านั้น นิยาม “ผู้ทวงถามหนี้” ตามมาตรา 3 ครอบคลุมถึง “เจ้าหนี้อื่นซึ่งมีสิทธิรับชำระหนี้อันเกิดจากการกระทำที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้” ซึ่งตีความรวมถึงฟรีแลนซ์ที่ทวงค่าจ้างจากลูกค้าของตัวเองด้วย

นั่นแปลว่าเวลาทวงเงินลูกค้า ฟรีแลนซ์ก็ต้องอยู่ในกรอบกฎหมายเดียวกับที่คุมบริษัทตามหนี้มืออาชีพ: ห้ามข่มขู่ ห้ามใช้ถ้อยคำที่ทำให้เสียชื่อเสียงหรือดูหมิ่น ห้ามติดต่อบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ (เช่น ไปแจ้งเจ้านายของผู้ติดต่อ หรือโพสต์ประจานในโซเชียล) และควรติดต่อในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยทั่วไปคือวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00-20.00 น. และวันหยุดราชการ 8.00-18.00 น. การส่งข้อความทวงเงินตอนตีสองเพราะนอนไม่หลับ หรือแท็กบริษัทลูกค้าในโพสต์สาธารณะ จึงไม่ใช่แค่เรื่องมารยาท แต่มีความเสี่ยงทางกฎหมายจริง

เข้าใจกรอบนี้ไว้ก่อนจะช่วยให้ทวงเงินได้อย่างมั่นใจขึ้น ไม่ต้องกลัวว่า “ทวงแรงไป” จะกลายเป็นเรื่อง เพราะรู้ชัดว่าขอบเขตที่ถูกกฎหมายอยู่ตรงไหน

ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้: สิทธิที่ฟรีแลนซ์มักลืมใช้

อีกจุดที่มักถูกมองข้ามคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ให้สิทธิเจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ได้ แม้ในสัญญาหรือใบแจ้งหนี้จะไม่ได้เขียนอัตราดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่การแก้ไขกฎหมายปี 2564 อัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายเปลี่ยนจากอัตราคงที่ร้อยละ 7.5 ต่อปี มาเป็นอัตราลอยตัวที่อิงจาก MLR เฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่บวกร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศทุกปี

ในทางปฏิบัติ การเขียนอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ของตัวเองไว้ในใบเสนอราคาและใบแจ้งหนี้ตั้งแต่แรก (เช่น ร้อยละ 15 ต่อปีของยอดค้างชำระ นับจากวันครบกำหนด) ยังคุ้มค่ากว่าการพึ่งอัตราตามกฎหมาย เพราะชัดเจนกว่า ลูกค้าเห็นตั้งแต่ต้นว่ามีเงื่อนไข และฟรีแลนซ์ไม่ต้องมานั่งคำนวณอัตราลอยตัวเวลาทวงจริง แต่ถ้าไม่เคยเขียนไว้ ก็ยังมีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยตามกฎหมายได้อยู่ดี ไม่ใช่ปล่อยยอดค้างไว้เฉย ๆ โดยไม่มีต้นทุนอะไรสำหรับลูกค้าที่จ่ายช้า

ป้องกันไว้ก่อน ดีกว่าต้องทวงทีหลัง

ระบบทวงเงินที่ดีที่สุดคือระบบที่ทำให้ไม่ต้องทวงบ่อย สามเรื่องที่ลดปัญหาเงินค้างได้มากที่สุด:

ยิ่งเอกสารต้นทางชัดเจน ขั้นตอนทวงเงินยิ่งสั้นลง เพราะไม่มีช่องให้ลูกค้าอ้างว่า “ไม่รู้ว่าครบกำหนดวันไหน”

บันไดทวงเงิน 5 ขั้น ที่ใช้ได้จริงกับลูกค้าไทย

แทนที่จะตัดสินใจใหม่ทุกครั้งว่าจะทวงแบบไหน ให้ใช้บันได 5 ขั้นนี้เป็นค่าเริ่มต้น แล้วปรับตามความสัมพันธ์กับลูกค้าแต่ละราย

ขั้น 1 (วันครบกำหนด): เตือนแบบเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่แบบเจ้าหนี้

ส่งข้อความเตือนในวันที่ครบกำหนดพอดี น้ำเสียงเป็นการแจ้งเตือนทั่วไป ไม่ใช่การกล่าวหา แนบใบแจ้งหนี้ซ้ำและลิงก์ช่องทางจ่ายเงินให้ครบ ลูกค้าจำนวนมากลืมจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจเบี้ยว ขั้นนี้แก้ปัญหาได้มากกว่าครึ่งโดยไม่ต้องมีดราม่าเลย

ขั้น 2 (+3-5 วันหลังครบกำหนด): ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร

ถ้ายังไม่มีการตอบกลับ ให้เปลี่ยนช่องทางเป็นอีเมลหรือข้อความที่เก็บหลักฐานได้ชัดเจน (ไม่ใช่แค่แชทที่ลบได้) ระบุยอดค้าง วันครบกำหนดเดิม และถามตรง ๆ ว่าจะโอนได้เมื่อไหร่ ขั้นนี้สำคัญเพราะเป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษรชิ้นแรก ถ้าต้องยกระดับในภายหลัง

ขั้น 3 (+7-10 วัน): แจ้งดอกเบี้ยผิดนัด และตั้งกำหนดใหม่ที่ชัดเจน

ยกระดับน้ำเสียงให้เป็นทางการขึ้น แจ้งว่าเริ่มมีดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ (หรือดอกเบี้ยตามกฎหมายถ้าไม่ได้ระบุไว้) พร้อมกำหนดวันใหม่ที่ชัดเจน เช่น “ภายในวันศุกร์นี้” แทนคำกว้าง ๆ อย่าง “เร็ว ๆ นี้”

ขั้น 4 (+14-21 วัน): หนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ และหยุดงานที่ยังไม่ส่งมอบ

ถ้ายังไม่มีการติดต่อกลับ ให้ส่งหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ (เป็นไฟล์ PDF หัวจดหมาย ระบุยอด วันครบกำหนด และผลที่จะตามมาถ้าไม่ชำระ) และหยุดส่งมอบงานที่ยังไม่ส่ง หรือหยุดเริ่มเฟสถัดไป จนกว่าจะได้รับชำระ นี่คือจุดที่หลายคนลังเล แต่การทำงานต่อทั้งที่ยังไม่ได้เงินจากงวดก่อนหน้า มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยง

ขั้น 5 (+30 วันขึ้นไป): เตรียมฟ้องคดีมโนสาเร่ หรือหาทนาย

ถ้าผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้า ให้พิจารณาทางกฎหมายจริงจัง สำหรับยอดหนี้ที่ไม่สูงมาก (คดีมโนสาเร่ในศาลแขวง ปัจจุบันครอบคลุมทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท) ฟรีแลนซ์สามารถฟ้องเองได้โดยไม่ต้องมีทนาย ขั้นตอนไม่ซับซ้อนเท่าที่คิด และการมีเอกสารครบ (ใบเสนอราคา สัญญา ใบแจ้งหนี้ หลักฐานการทวงถามทุกขั้น) คือสิ่งที่ทำให้คดีชนะง่ายขึ้นมาก

สคริปต์ทวงเงินที่ใช้ได้จริง

ตัวอย่างข้อความที่ปรับใช้ได้ทันที แบ่งตามขั้นบันไดข้างต้น:

น้ำเสียงในทุกขั้นยังคงมืออาชีพ ไม่ใช้คำข่มขู่ ไม่ต่อว่า เพราะสอดคล้องกับกรอบของ พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ และยังรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจไว้ ในกรณีที่ยังอยากทำงานร่วมกันต่อ

เมื่อไหร่ควรหยุดงาน เมื่อไหร่ควรขึ้นศาล

กฎง่าย ๆ ที่ใช้ได้กับเกือบทุกกรณี: อย่าเริ่มงานเฟสใหม่ทั้งที่ยังไม่ได้รับเงินจากเฟสก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่รู้จักกันดีแค่ไหน เพราะยิ่งทำงานสะสมมากเท่าไหร่ ยอดที่เสี่ยงสูญก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น การหยุดงานไม่ใช่การเล่นตัว แต่เป็นการจำกัดความเสียหายให้อยู่ในระดับที่รับได้

ส่วนการขึ้นศาลควรเป็นทางเลือกสุดท้าย ไม่ใช่เพราะยุ่งยาก แต่เพราะต้องชั่งน้ำหนักความคุ้มค่ากับเวลาที่จะเสียไปเป็นกรณีไป ยอดหนี้เล็กที่ใช้เวลาเดินเรื่องนานอาจไม่คุ้ม แต่ถ้ามีเอกสารครบและยอดสูงพอ การฟ้องคดีมโนสาเร่ในศาลแขวงเป็นทางเลือกที่ฟรีแลนซ์ไทยเข้าถึงได้จริง ไม่ต้องมีทนายก็ยื่นฟ้องเองได้

ใช้ระบบแทนความจำ ไม่ใช่ใช้ใจ

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้ฟรีแลนซ์ทวงเงินได้สม่ำเสมอโดยไม่เครียดทุกครั้ง ไม่ใช่การมีใจแข็งขึ้น แต่คือการมีระบบที่เตือนแทน ไม่ต้องนั่งจำเองว่าใบไหนครบกำหนดวันไหน ผ่านมากี่วันแล้ว และควรอยู่ขั้นไหนของบันได

ใน MANA ใบแจ้งหนี้ที่เลยกำหนดจะขึ้นสถานะค้างชำระอัตโนมัติ พร้อมแนบ QR PromptPay ในเอกสารทุกใบ ทำให้ลูกค้าจ่ายได้ในคลิกเดียวโดยไม่ต้องพิมพ์เลขบัญชีเอง เมื่อระบบทำหน้าที่เตือนแทน ฟรีแลนซ์ก็เหลือแค่ตัดสินใจว่าจะขยับไปขั้นไหนของบันไดทวงเงิน ไม่ต้องแบกความอึดอัดไว้คนเดียวอีกต่อไป