ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่รู้จักภาษีเงินได้ก่อน แล้วค่อยมาเจอภาษีมูลค่าเพิ่มทีหลัง มักเป็นตอนที่ลูกค้าองค์กรถามกลับมาสั้น ๆ ว่า “ออกใบกำกับภาษีให้ได้ไหมครับ” คำถามนั้นฟังเหมือนเรื่องเอกสาร แต่จริง ๆ แล้วคือคำถามว่าคุณอยู่ในระบบ VAT หรือยัง และคำตอบจะเปลี่ยนวิธีตั้งราคา วิธีออกเอกสาร และปฏิทินรายเดือนของคุณไปอีกนาน
เส้น 1.8 ล้านบาท ไม่ใช่ขั้นบันไดภาษี แต่เป็นสวิตช์เปลี่ยนหน้าที่
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดจาก “กำไร” หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ยิ่งได้มากยิ่งเสียอัตราสูงขึ้นเป็นขั้นบันได แต่ VAT ไม่ได้ทำงานแบบนั้นเลย VAT ไม่ใช่ภาษีที่คุณจ่าย มันคือภาษีที่คุณ เก็บจากลูกค้าแทนรัฐ แล้วนำส่งกรมสรรพากร เงินก้อนนั้นแวะผ่านบัญชีคุณเฉย ๆ ไม่ใช่รายได้ของคุณสักบาท
นั่นแปลว่าการจด VAT ไม่ได้ทำให้คุณ “เสียภาษีเพิ่ม” โดยตรง แต่ทำให้คุณได้รับหน้าที่ใหม่มาชุดหนึ่ง คือหน้าที่ออกใบกำกับภาษี ทำรายงาน และยื่นแบบทุกเดือน หน้าที่พวกนี้ไม่หายไปแม้เดือนนั้นคุณจะไม่มีงานเข้าเลย
กฎหมายกำหนดว่า ผู้ที่ขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระ และมี รายรับก่อนหักค่าใช้จ่ายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ.01) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ ไม่ใช่รอสิ้นปี ไม่ใช่รอตอนยื่น ภ.ง.ด.90 คำว่า “รายรับ” ตรงนี้สำคัญมาก มันคือยอดเงินที่ลูกค้าจ่ายให้คุณทั้งก้อน ไม่ใช่กำไรที่เหลือหลังหักต้นทุน ฟรีแลนซ์ที่รับงานผลิตแล้วต้องจ้างทีมต่อ กำไรจริงอาจเหลือไม่ถึงครึ่ง แต่เกณฑ์ VAT นับจากยอดเต็ม
นับอย่างไรไม่ให้พลาด
- นับเฉพาะรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในข่ายต้องเสีย VAT เงินเดือนจากงานประจำไม่ต้องเอามารวม
- นับสะสมตลอดปีภาษี และต้องรู้ตัวระหว่างทาง ไม่ใช่ย้อนดูตอนสิ้นปี
- บริการบางประเภทได้รับยกเว้น VAT (เช่น บริการทางการแพทย์ การศึกษาในระบบ) แต่งานฟรีแลนซ์สายออกแบบ พัฒนาเว็บ การตลาด คอนเทนต์ ถ่ายภาพ ตัดต่อ แปลเอกสาร ล้วนอยู่ในข่ายต้องเสียทั้งสิ้น
- ถ้าคาดว่าปีนี้จะทะลุแน่ ๆ คุณเลือกจดล่วงหน้าโดยสมัครใจได้ ไม่ต้องรอให้ถึงเส้นก่อน
จดแล้วชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปอย่างไร
หลังกรมสรรพากรอนุมัติ คุณจะมีงานประจำเพิ่มขึ้นห้าอย่าง
- บวก VAT 7% ในทุกใบที่เรียกเก็บ จากมูลค่าบริการ
- ออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ซึ่งต้องมีคำว่า “ใบกำกับภาษี” ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ เลขที่และวันที่ รายการบริการ มูลค่า และจำนวนภาษีที่แยกออกมาชัดเจน ใบเสร็จธรรมดาใช้แทนไม่ได้
- จัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ เก็บไว้ให้ตรวจสอบได้
- ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เดือนที่ไม่มีรายได้ก็ต้องยื่นเป็นศูนย์
- ขอคืนภาษีซื้อได้ ค่าอุปกรณ์ ค่าซอฟต์แวร์ ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าโฆษณา ที่มีใบกำกับภาษีถูกต้อง กลายเป็นเครดิตหักกับภาษีขายได้จริง
จังหวะเวลาที่ช่วยชีวิตกระแสเงินสด
สำหรับ “การให้บริการ” ความรับผิดในการเสีย VAT โดยหลักเกิดเมื่อ ได้รับชำระราคา ไม่ใช่วันที่คุณส่งใบแจ้งหนี้ (เว้นแต่คุณออกใบกำกับภาษีหรือมีการใช้บริการไปก่อนแล้ว) ข้อนี้สำคัญมากสำหรับฟรีแลนซ์ที่ต้องรอรอบจ่ายลูกค้า 45–60 วัน เพราะถ้าคุณออกใบกำกับภาษีทันทีตอนส่งใบแจ้งหนี้ คุณจะต้องควักเงินตัวเองส่ง VAT ให้สรรพากรก่อนที่ลูกค้าจะจ่ายด้วยซ้ำ
แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือ ส่ง ใบแจ้งหนี้ เพื่อเรียกเก็บ แล้วออก ใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน ในวันที่เงินเข้าจริง ถ้าลูกค้าองค์กรขอใบกำกับภาษีล่วงหน้าเพื่อตั้งเบิก ให้คุยกันตรง ๆ ว่าจะกระทบรอบนำส่งภาษีของคุณอย่างไร
ตัวเลขจริงที่เจอบนสลิป
สมมติค่าบริการ 100,000 บาท
- VAT 7% = 7,000 บาท ยอดในใบแจ้งหนี้ = 107,000 บาท
- ลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากมูลค่าบริการ (ไม่ใช่จากยอดรวม VAT) = 3,000 บาท
- เงินเข้าบัญชีจริง = 104,000 บาท พร้อมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) จำนวน 3,000 บาท
- ในนั้นมี 7,000 บาทที่ไม่ใช่ของคุณ ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หักภาษีซื้อที่มีก่อนได้)
ฟรีแลนซ์ที่เจ็บตัวกับ VAT ส่วนใหญ่ไม่ได้เจ็บเพราะกฎหมาย แต่เจ็บเพราะเผลอใช้เงิน 7,000 บาทก้อนนั้นไปกับค่าใช้จ่ายเดือนนั้น
VAT ทำให้คุณแพงขึ้นหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าเป็นใคร
นี่คือหัวใจของการตัดสินใจ และเป็นเรื่องที่ตอบต่างกันไปในแต่ละคน
- ลูกค้าบริษัทที่อยู่ในระบบ VAT ต้นทุนที่แท้จริงของเขาไม่เปลี่ยน เพราะภาษีซื้อ 7,000 บาทนั้นเขาขอคืนได้ หลายบริษัทกลับ ชอบ คู่ค้าที่ออกใบกำกับภาษีได้ เพราะลงบัญชีง่ายและตรวจสอบได้ ในกลุ่มนี้ VAT แทบไม่ใช่อุปสรรคด้านราคาเลย
- ลูกค้าบุคคลธรรมดา ร้านเล็ก หรือธุรกิจที่ไม่ได้จด VAT ราคาของคุณแพงขึ้น 7% ทันทีในสายตาเขา เพราะเขาขอคืนไม่ได้ ถ้าฐานลูกค้าคุณเป็นกลุ่มนี้เป็นหลัก การจดโดยสมัครใจทั้งที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ มักไม่คุ้ม
- ลูกค้าต่างประเทศ บริการที่ส่งออกและถูกใช้ในต่างประเทศอาจเข้าเงื่อนไขอัตรา 0% ซึ่งต่างจาก “ยกเว้น” เพราะยังขอคืนภาษีซื้อได้ แต่ต้องมีหลักฐานตามที่กรมสรรพากรกำหนด เรื่องนี้ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีก่อนไปสัญญาอะไรกับลูกค้า
ประโยคเดียวในสัญญาที่ป้องกันการทะเลาะ
ปัญหาคลาสสิกคือ ตกลงราคา 100,000 บาท พอออกใบแจ้งหนี้เป็น 107,000 ลูกค้ารู้สึกว่าถูกบวกทีหลัง เขียนในใบเสนอราคาให้ชัดตั้งแต่วันแรกว่า “ราคานี้ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%” หรือ “ราคานี้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว” และระบุด้วยว่าจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% หรือไม่ ประโยคสองบรรทัดนี้ช่วยตัดบทสนทนาที่เสียเวลาที่สุดของอาชีพนี้ออกไปได้เลย
จุดตัดสิน 4 ข้อ ก่อนจะจดโดยสมัครใจ
- สัดส่วนลูกค้าองค์กร ถ้าเกินครึ่งของรายได้มาจากบริษัทที่จด VAT อยู่แล้ว การเข้าระบบแทบไม่กระทบความสามารถในการแข่งขัน
- ภาษีซื้อที่คุณมีจริง ถ้าคุณซื้ออุปกรณ์ จ้างซับ หรือจ่ายค่าซอฟต์แวร์ที่มีใบกำกับภาษีเดือนละหลายหมื่น เครดิตภาษีซื้อคือเงินคืนที่จับต้องได้ แต่ถ้าต้นทุนหลักคือเวลาของคุณเอง จะแทบไม่มีภาษีซื้อมาหักเลย
- วินัยรายเดือน ภ.พ.30 ไม่รอใคร ถามตัวเองตรง ๆ ว่าคุณจะยื่นตรงเวลาได้ทุกเดือนไหม หรือควรจ้างผู้ทำบัญชีตั้งแต่เดือนแรก
- ทางออกยากกว่าทางเข้า จดแล้วจะเลิกไม่ใช่แค่กดยกเลิก ต้องยื่นคำขอ (ภ.พ.08) และโดยทั่วไปกรมสรรพากรจะดูว่ารายรับต่ำกว่าเกณฑ์จริงต่อเนื่องหลายปี ระหว่างนั้นคุณยังต้องยื่นทุกเดือนอยู่ดี ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับสรรพากรก่อนตัดสินใจ
แผน 90 วันก่อนถึงเส้น
สิ่งที่แย่ที่สุดคือรู้ตัวตอนเลยไปแล้วสามเดือน ทำสี่อย่างนี้ล่วงหน้า
เดือนที่ 1: ทำยอดสะสมให้เห็นตลอดเวลา เปิดตัวเลข “รายรับสะสมปีนี้” ให้เห็นทุกครั้งที่เปิดคอม ตั้งจุดเตือนไว้ที่ 1.5 ล้านบาท ไม่ใช่ 1.8 ล้าน เพื่อให้มีเวลาหายใจ
เดือนที่ 2: คุยเรื่องราคากับลูกค้าหลัก บอกล่วงหน้าว่าตั้งแต่ไตรมาสหน้าจะเริ่มมี VAT 7% ในใบแจ้งหนี้ ลูกค้าองค์กรเข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ที่เขาไม่ชอบคือการเจอตัวเลขใหม่โดยไม่บอก
เดือนที่ 3: เตรียมเอกสารและระบบ เตรียมสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ แผนที่ และหลักฐานรายรับ จากนั้นตัดสินใจว่าจะออกใบกำกับภาษีด้วยอะไร และใครจะเป็นคนยื่น ภ.พ.30
หลังจดทะเบียน: ล็อกปฏิทิน วันที่ 15 ของทุกเดือนคือเส้นตาย และควรแยกเงิน VAT ออกจากเงินหมุนเวียนทันทีที่เงินเข้า วิธีที่ง่ายที่สุดคือโอนส่วนต่าง 7% ไปอีกบัญชีทุกครั้งที่รับเงิน
ถ้าเลยเส้นไปแล้วเพิ่งรู้ตัว
อย่ารอให้ถูกเรียก การยื่นจดทะเบียนล่าช้าและการนำส่งภาษีย้อนหลังมีทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แต่การเข้าไปแก้ไขเองก่อนถูกตรวจสอบ ย่อมอยู่ในสถานะที่ดีกว่าการถูกประเมินย้อนหลังเสมอ เตรียมยอดรายรับรายเดือนย้อนหลังให้ครบ แล้วปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อวางลำดับการยื่น
เลือกเครื่องมือตามว่าใครเป็นคนกดยื่น
พูดกันตรง ๆ ตลาดไทยมีทางเลือกที่ดีอยู่หลายตัว และแต่ละตัวถนัดคนละแบบ
FlowAccount และ PEAK แข็งแรงมากในฝั่งบัญชีเต็มรูปแบบ ทั้งรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย งบการเงิน และการทำงานร่วมกับสำนักงานบัญชี ถ้าคุณมีผู้ทำบัญชีประจำอยู่แล้ว หรือกำลังจะจดบริษัท เครื่องมือกลุ่มนี้คือคำตอบที่ตรงงานที่สุด Leceipt เก่งเฉพาะทางเรื่องการเซ็นและนำส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน Express ยังเป็นมาตรฐานที่สำนักงานบัญชีจำนวนมากใช้กันมาหลายสิบปี
MANA ไม่ได้พยายามเป็นสมุดบัญชีแยกประเภทของบริษัท แต่เป็นที่ทำงานของฟรีแลนซ์คนเดียว ที่งาน เอกสาร และเงินอยู่ในที่เดียวกัน คุณออกใบเสนอราคาที่ระบุชัดว่าไม่รวม VAT 7% แปลงเป็นใบแจ้งหนี้ ออกใบกำกับภาษีตอนเงินเข้า เก็บใบ 50 ทวิ ผูกกับโปรเจกต์ แล้วเห็นยอดรายรับสะสมทั้งปีเพื่อรู้ว่าคุณห่างจากเส้น 1.8 ล้านอยู่เท่าไร ตัวการยื่น ภ.พ.30 ยังทำผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรหรือผ่านผู้ทำบัญชีของคุณตามปกติ สิ่งที่ MANA ช่วยคือทำให้ตัวเลขและเอกสารที่ต้องใช้ยื่นครบและตรงกันตั้งแต่ต้นทาง
ถ้ารายได้คุณยังห่างจากเกณฑ์และไม่มีผู้ทำบัญชี การจ่ายค่าโปรแกรมบัญชีเต็มรูปแบบตั้งแต่วันนี้อาจเกินความจำเป็น แต่ถ้าคุณเห็นสัญญาณว่าปีนี้จะทะลุ ควรเริ่มคุยกับผู้ทำบัญชีตั้งแต่ก่อนถึงเส้น
ตัวเลขที่ควรรู้ ณ ปี 2569
อัตรา VAT ตามประมวลรัษฎากรคือ 10% แต่รัฐใช้พระราชกฤษฎีกาลดเหลือ 7% (6.3% บวกภาษีท้องถิ่น) ต่อเนื่องมาหลายสิบปีด้วยการต่ออายุเป็นรอบ ๆ ล่าสุดคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569 เห็นชอบขยายอัตรา 7% ต่ออีก 1 ปี ครอบคลุมช่วง 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 โดยยังต้องรอการประกาศพระราชกฤษฎีกาในราชกิจจานุเบกษา
สำหรับฟรีแลนซ์ ประเด็นจริงไม่ใช่ตัวเลข 7% จะอยู่ถึงเมื่อไร แต่คือการที่อัตรานี้ถูกต่ออายุเป็นรอบ ๆ เสมอ ราคาที่คุณเสนอจึงควรระบุเป็น “ราคาไม่รวม VAT” ไว้เสมอ เพื่อที่วันไหนอัตราเปลี่ยน คุณไม่ต้องเจรจาราคาใหม่ทั้งพอร์ต
เช็กลิสต์สั้น ๆ ก่อนปิดหน้านี้
- รู้ยอดรายรับสะสมปีนี้ของตัวเองหรือยัง และห่างจาก 1.8 ล้านเท่าไร
- ตั้งจุดเตือนที่ 1.5 ล้านบาทแล้วหรือยัง
- ใบเสนอราคาระบุชัดหรือยังว่าราคารวมหรือไม่รวม VAT
- ถ้าจดแล้ว มีวิธีแยกเงิน VAT ออกจากเงินใช้จ่ายทันทีที่รับเงินหรือไม่
- ใครคือคนที่จะยื่น ภ.พ.30 ในวันที่ 15 ของทุกเดือน
ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป กรณีที่ซับซ้อน เช่น บริการส่งออก หรือรายได้หลายประเภทปนกัน ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีก่อนตัดสินใจ
ถ้าอยากเริ่มจากข้อแรกก่อน MANA แสดงรายรับสะสมทั้งปีและออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษีต่อเนื่องกันในที่เดียว ให้คุณเห็นเส้น 1.8 ล้านก่อนที่มันจะมาถึงตัว
