กฎหมายที่แรงงานอิสระ 20 กว่าล้านคนรอมาหลายปี
ประเทศไทยมีคนทำงานนอกระบบและแรงงานอิสระรวมกันหลายล้านคน ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ช่างซ่อม ไรเดอร์ส่งอาหาร ไปจนถึงฟรีแลนซ์สายกราฟิก คอนเทนต์ ที่ปรึกษา และโปรแกรมเมอร์ แต่กฎหมายแรงงานของไทยยังผูกกับความสัมพันธ์ "นายจ้าง-ลูกจ้าง" แบบดั้งเดิม ทำให้คนกลุ่มนี้แทบไม่มีหลักประกันอะไรเลยนอกจากประกันสังคมมาตรา 40 แบบสมัครใจ
ร่างกฎหมายที่พูดถึงกันมาตลอดปีนี้คือ "ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ" ซึ่งเดิมเคยใช้ชื่อ "ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุ้มครองแรงงานนอกระบบ" ผ่านการปรับแก้โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 9) โดยแบ่งแรงงานอิสระออกเป็นสองกลุ่มคือ "ผู้ประกอบอาชีพอิสระ" และ "ผู้ประกอบอาชีพกึ่งอิสระ" (กลุ่มหลังคือแรงงานแพลตฟอร์มที่รับงานผ่านแอปแบบมีเงื่อนไขควบคุมสูง เช่น ไรเดอร์) เพื่อออกแบบมาตรการคุ้มครองที่ต่างกันตามลักษณะงาน
ไปถึงไหนแล้วในความเป็นจริง
หลายคนเข้าใจว่าเรื่องนี้ "ยังไม่ไปไหน" ซึ่งไม่ผิดทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้นิ่งสนิทเสียทีเดียว ไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงที่ผ่านมามีดังนี้
- 14 พฤษภาคม 2569 — สส. พรรคกล้าธรรมแถลงว่าเตรียมยื่นร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ โดยชูตัวเลขว่าแรงงานอิสระสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 2.2 ล้านล้านบาทต่อปี แต่แทบไม่มีมาตรการดูแลจากรัฐ
- 8 มิถุนายน – 7 กรกฎาคม 2569 — มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นคู่ขนานต่อการแก้ไข พ.ร.บ. ประกันสังคม ในประเด็นนิยามคำว่า "ลูกจ้าง" และ "นายจ้าง" เพื่อขยายความคุ้มครองไปถึงคนที่ทำงานให้แพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งเป็นก้าวที่จับต้องได้มากกว่าตัวร่าง พ.ร.บ. เดิม เพราะเป็นการแก้กฎหมายที่มีผลบังคับใช้อยู่แล้ว ไม่ใช่กฎหมายใหม่ทั้งฉบับ
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนสิ้นสภาพไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 นำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในเวลาต่อมา พูดง่าย ๆ คือร่างกฎหมายฉบับนี้เพิ่งเริ่มเดินเครื่องจริงจังได้ไม่นาน หลังผ่านช่วงเลือกตั้งและตั้งรัฐบาลที่ทำให้วาระด้านกฎหมายแรงงานอิสระถูกพักไปเกือบครึ่งปี ณ เดือนสิงหาคม 2569 ยังไม่มีรายงานว่าร่างกฎหมายผ่านการพิจารณาวาระใดในสภา
สาระที่ฟรีแลนซ์ควรรู้ไว้ล่วงหน้า
ร่างกฎหมายแบ่งเนื้อหาเป็น 9 หมวด สิ่งที่ฟรีแลนซ์ควรจับตาจริง ๆ มีอยู่ไม่กี่ข้อ
- กองทุนส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ — ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพ และเปิดให้กู้ยืมได้
- สิทธิเข้าประกันสังคมมาตรา 33 — ต่างจากมาตรา 40 ที่ฟรีแลนซ์สมัครใจอยู่แล้ว การผลักดันให้เข้าถึงสิทธิระดับมาตรา 33 ซึ่งมีสวัสดิการครอบคลุมกว่า (เช่น เงินชราภาพในอัตราที่ดีกว่า) เป็นการยกระดับจริง แต่ก็มาพร้อมคำถามว่าเงินสมทบจะมาจากใคร
- ค่าแรงขั้นต่ำรายชั่วโมง — ยังเป็นหลักการกว้าง ๆ ยังไม่มีตัวเลขหรือกลไกบังคับใช้ที่ชัดเจนสำหรับงานที่จ่ายเป็นชิ้นงานแบบที่ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่ทำ
- สิทธิรวมกลุ่ม — เปิดทางให้แรงงานอิสระตั้งสหภาพหรือสภาองค์กรอาชีพอิสระได้ ซึ่งที่ผ่านมาฟรีแลนซ์ไทยแทบไม่มีอำนาจต่อรองรวมหมู่เลย
ทำไมถึงยังไม่ควรวางแผนธุรกิจโดยอิงกับกฎหมายนี้
จังหวะเวลาเป็นตัวแปรสำคัญ ร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาโดยกฤษฎีกาแล้วยังต้องผ่านอีกหลายขั้น ตั้งแต่เข้าสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา จนถึงประกาศใช้ ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้ในอดีตมักใช้เวลาเป็นปีเป็นเรื่องปกติ แม้แต่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ผลักดันเรื่องนี้เองก็เสนอว่ารัฐบาลควรตั้งเป้าพิสูจน์สถานะการจ้างงานของไรเดอร์และดันเข้าประกันสังคมมาตรา 33 ภายในกรอบ 1 ปี ซึ่งสะท้อนว่าฝั่งผู้ผลักดันเองก็มองเป็นแผนระยะกลาง ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ระหว่างรอ ฟรีแลนซ์ควรทำอะไรจริง ๆ
- อย่าหยุดใช้ประกันสังคมมาตรา 40 — เป็นทางเลือกที่มีอยู่แล้ววันนี้ ไม่ต้องรอกฎหมายใหม่ และล่าสุดสิทธิประโยชน์ก็ปรับเพิ่มขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว
- เก็บหลักฐานรายได้และสัญญาให้เป็นระบบ — ถ้านิยาม "ลูกจ้าง-นายจ้าง" ถูกแก้จริงในอนาคต หลักฐานว่าใครจ้างงานลักษณะไหนจะกลายเป็นเรื่องสำคัญ การมีใบเสนอราคา สัญญา และใบแจ้งหนี้ที่ระบุเงื่อนไขงานชัดเจนไว้ล่วงหน้า จะช่วยได้ทั้งตอนนี้และตอนนั้น
- วางระบบการเงินของตัวเองให้พร้อมโดยไม่พึ่งรัฐ — กันเงินสำรอง ตั้งงบรายเดือน และกันเงินภาษีไว้ล่วงหน้า เพราะไม่ว่ากฎหมายจะออกมาหน้าตาไหน ภาระที่แท้จริงในการดูแลกระแสเงินสดของตัวเองก็ยังเป็นของฟรีแลนซ์เองอยู่ดี
กฎหมายฉบับนี้มีทิศทางที่ดีสำหรับแรงงานอิสระในระยะยาว แต่ระหว่างที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา สิ่งที่คุมได้แน่นอนที่สุดคือระบบเอกสารและการเงินของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอใคร
