← บล็อก
เปรียบเทียบอ่าน 4 นาที

MANA กับ Xero: ระบบบัญชีระดับโลกที่นักบัญชีไว้ใจ กับเครื่องมือที่ออกเอกสารภาษีไทยได้ในตัว

เทียบกันตรง ๆ ก่อน

Xero เป็นโปรแกรมบัญชีคลาวด์จากนิวซีแลนด์ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก มีผู้ใช้หลายล้านราย แข็งแรงมากในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ และสิงคโปร์ ส่วน MANA เป็นระบบจัดการงานฟรีแลนซ์ไทย ที่รวมโปรเจกต์ ลูกค้า เอกสาร และการเงินไว้ในที่เดียว

สองตัวนี้ไม่ได้แข่งกันตรง ๆ เสียทีเดียว แต่ฟรีแลนซ์ไทยที่รับงานลูกค้าต่างประเทศมักตั้งคำถามนี้จริง เพราะลูกค้าฝั่งออสเตรเลียหรืออังกฤษบอกให้ใช้ Xero ตามกัน บทความนี้จึงเทียบตามงานที่ต้องทำจริง ไม่ใช่ตามตารางฟีเจอร์

Xero เก่งอะไร (และเก่งจริง)

บัญชีคู่เต็มรูปแบบ Xero คือระบบบัญชีจริง ไม่ใช่แค่ตัวออกใบแจ้งหนี้ มีผังบัญชี งบทดลอง งบกำไรขาดทุน งบดุล และร่องรอยการแก้ไขทุกรายการ ถ้าวันหนึ่งต้องปิดงบให้ผู้สอบบัญชีตรวจ นี่คือสิ่งที่ต้องมี

การเชื่อมบัญชีธนาคารและกระทบยอด ในประเทศที่ Xero รองรับ bank feed รายการเดินบัญชีจะไหลเข้าระบบเองทุกวัน แล้วจับคู่กับใบแจ้งหนี้แบบกึ่งอัตโนมัติ เป็นจุดที่ทำได้ดีมากและประหยัดเวลาจริง

หลายสกุลเงิน รองรับ 160+ สกุลเงิน ตีมูลค่าใหม่ตามอัตราแลกเปลี่ยน และแสดงกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนแยกออกมา ฟรีแลนซ์ที่รับเงินหลายสกุลและอยากได้ตัวเลขที่ผู้สอบบัญชียอมรับ ตรงนี้ Xero เหนือกว่าเครื่องมือไทยแทบทุกตัว

ระบบนิเวศแอป มีแอปเสริมกว่าพันตัว ทั้งระบบสต็อก ระบบเงินเดือน ระบบใบเสร็จ และเครื่องมือเฉพาะอุตสาหกรรม

นักบัญชีทั่วโลกใช้เป็น ถ้าจ้างสำนักงานบัญชีในสิงคโปร์หรือออสเตรเลีย ส่งชื่อผู้ใช้ให้เขาแล้วจบ ไม่ต้องสอนอะไรเลย

จุดที่ Xero มีต้นทุนแฝงสำหรับฟรีแลนซ์ไทย

ไม่มีหน้าร้านของไทยโดยเฉพาะ คนไทยส่วนใหญ่สมัครผ่านเวอร์ชันสิงคโปร์หรือเวอร์ชันสากล ราคาเป็น SGD หรือสกุลอื่น และเปลี่ยนตามภูมิภาค ที่สำคัญคือ Xero ปรับราคาขึ้นเกือบทุกปี และมีประกาศปรับราคาอีกรอบในเดือนตุลาคม 2569 ถ้าจะสมัคร ควรเปิดหน้าราคาของภูมิภาคที่จะสมัครเองก่อนเสมอ เพราะตัวเลขที่คนอื่นเขียนไว้มักตกรุ่น

หลายสกุลเงินไม่ได้อยู่ในแพ็กเริ่มต้น โครงสร้างแพ็กเกจปัจจุบันของ Xero คือ Ignite, Grow, Comprehensive และ Ultimate โดยหลายสกุลเงินอยู่ในระดับ Comprehensive ขึ้นไป (ในตลาดที่ยังใช้ชื่อเดิมคือระดับ Premium) แพ็กเริ่มต้นยังมีเพดานจำนวนใบแจ้งหนี้ต่อเดือนด้วย แปลว่าเหตุผลหลักที่ฟรีแลนซ์ไทยอยากใช้ Xero ตั้งแต่แรก คือฟีเจอร์ที่ต้องจ่ายแพงที่สุด

เอกสารภาษีไทยไม่ได้มาในกล่อง Xero ออกใบแจ้งหนี้ได้สวยงาม แต่ไม่ได้เข้าใจชุดเอกสารไทยโดยกำเนิด ไม่ว่าจะใบกำกับภาษีตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt หรือ by Email) ใบเสร็จรับเงิน หรือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ งานเหล่านี้ต้องพึ่งการตั้งค่าโดยนักบัญชีไทย แอปเสริม หรือทำนอกระบบ

หัก ณ ที่จ่าย 3% ไม่ใช่แนวคิดพื้นเมืองของ Xero ลูกค้าไทยจ่ายเรา 97% แล้วนำส่งอีก 3% ให้สรรพากร ระบบที่ไม่มีช่องนี้บนเอกสารจะทำให้ยอดใบแจ้งหนี้กับยอดเงินเข้าบัญชีไม่ตรงกันตลอดปี แล้วต้องมาไล่ปรับตอนกระทบยอด

PromptPay วิธีที่ลูกค้าไทยจ่ายเงินเร็วที่สุดคือสแกน QR ไม่ใช่กรอกบัตรเครดิต การมี QR พร้อมจ่ายอยู่บนใบแจ้งหนี้เลยมีผลกับความเร็วในการเก็บเงินมากกว่าฟีเจอร์บัญชีใด ๆ

ยื่นแบบไทยยังต้องทำเอง ภ.พ.30 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 หรือ ภ.ง.ด.94 ไม่ได้ยื่นออกจาก Xero ตรง ๆ ต้องดึงตัวเลขไปกรอกในระบบของกรมสรรพากรอยู่ดี

MANA ทำอะไร และไม่ทำอะไร

MANA ออกแบบจากมุมกลับ คือเริ่มจากงานประจำวันของฟรีแลนซ์ไทยคนเดียว แล้วค่อยขยับไปเรื่องตัวเลข

สิ่งที่ MANA ไม่ได้เป็นก็ควรพูดให้ชัด: MANA ไม่ใช่ระบบบัญชีคู่ ไม่มีงบดุลสำหรับผู้สอบบัญชี ไม่มีระบบเงินเดือนพนักงาน ไม่มี bank feed อัตโนมัติ (ใช้วิธีนำเข้ารายการเดินบัญชีแล้วจับคู่แทน) และไม่ได้ออกแบบมาสำหรับบริษัทที่มีสต็อกสินค้าหรือหลายนิติบุคคล

เลือกยังไงด้วยคำถามเดียว

ถามตัวเองว่า สิ้นปีต้องส่งงบการเงินให้ใครตรวจไหม

และมีทางที่สามที่คนมักลืม คือใช้ทั้งคู่แบบแบ่งหน้าที่ ให้ MANA ดูแลงานหน้าบ้าน คือเอกสาร ลูกค้า และการเก็บเงิน แล้วส่งสรุปตัวเลขให้นักบัญชีที่ทำบัญชีในระบบใหญ่ต่อ วิธีนี้ใช้ได้ดีกับฟรีแลนซ์ที่เพิ่งจดบริษัทแต่ยังทำงานคนเดียวอยู่

สรุป

Xero ไม่ได้แพ้ในเรื่องที่มันตั้งใจทำ มันเป็นระบบบัญชีที่ดีมากและจะยังดีต่อไป แต่ฟรีแลนซ์ไทยส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้เพราะไม่มีงบดุล พวกเขาแพ้เพราะใบแจ้งหนี้ค้างสามใบ ใบ 50 ทวิ หายไปสองใบ และไม่มีใครทวงเงินแทน สิ่งที่แก้ปัญหานั้นได้คือเครื่องมือที่พูดภาษาเอกสารไทยได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดใช้