โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เดินมาถึงช่วงท้ายแล้ว เหลือเวลาใช้สิทธิอีกประมาณหกสัปดาห์ก่อนปิดโครงการในวันที่ 30 กันยายน 2569 ตัวเลขที่กระทรวงการคลังเปิดเผยเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ระบุว่าสองเดือนแรกของโครงการมีเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจไปแล้ว 111,880 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐร่วมจ่าย 64,350 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนควักกระเป๋าเอง 47,530 ล้านบาท
สำหรับคนทำงานอิสระ นี่ไม่ใช่แค่ข่าวเศรษฐกิจที่อ่านผ่าน ๆ เพราะเงินก้อนนี้จะหยุดไหลพร้อมกันทั้งประเทศในวันเดียว และไตรมาสสุดท้ายของปีของคุณจะเริ่มต้นในวันถัดมา ใครที่รับงานจากร้านค้ารายย่อย ขายของหรือขายบริการตรงถึงผู้บริโภค หรือกำลังคิดจะยื่นขอสินเชื่อปลายปี ควรใช้หกสัปดาห์นี้ให้คุ้ม
ตัวเลขล่าสุดที่ควรรู้ก่อนวางแผน
- ยอดใช้จ่ายสะสมสองเดือน 111,880 ล้านบาท (รัฐ 64,350 ล้านบาท ประชาชน 47,530 ล้านบาท)
- ผู้ได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย
- ร้านค้าที่เข้าร่วม 1,099,805 ร้าน
- คนที่ใช้สิทธิครบ 1,000 บาทแล้ว 1,946,298 คน
- ประมาณ 96.6% ของยอดใช้จ่ายเกิดขึ้นที่หน้าร้านจริง ส่วนที่เหลือเป็นแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี
สัดส่วน 96.6% คือข้อมูลที่มีค่าที่สุดในชุดนี้ เพราะมันบอกว่าเงินกระตุ้นรอบนี้ลงไปที่ร้านเล็ก ๆ หน้าร้าน ไม่ได้กระจุกอยู่บนแพลตฟอร์ม ถ้าลูกค้าประจำของคุณคือร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของชำ หรือร้านค้าชุมชน ตอนนี้คือช่วงที่กระเป๋าเงินของพวกเขาตึงที่สุดในรอบปี
เงื่อนไขที่ยังเหลืออยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย
- รัฐร่วมจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% เพดานไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และ 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน
- วงเงินที่เหลือในเดือนไหนจะถูกตัดทิ้งเมื่อขึ้นเดือนใหม่ ทบไปเดือนถัดไปไม่ได้
- ใช้สิทธิได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ในช่วงเวลา 06.00–23.00 น. โดยต้องเติมเงินเข้า G Wallet บนแอปเป๋าตังก่อน
- ร้านค้ารายใหม่หมดเขตสมัครไปแล้วเมื่อ 31 กรกฎาคม 2569 ส่วนร้านเดิมยังกดยืนยันสิทธิและยอมรับเงื่อนไขในแอปถุงเงินได้จนถึงวันปิดโครงการ
- สินค้าที่ไม่เข้าร่วม ได้แก่ สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า
ข้อสุดท้ายสำคัญกับสายบริการมาก เพราะการมัดจำหรือจ่ายล่วงหน้าไม่เข้าเงื่อนไข ใครที่ขายคอร์ส แพ็กเกจถ่ายภาพ หรือบริการที่เก็บเงินก่อนทำงาน จะใช้สิทธิรอบนี้ไม่ได้อยู่ดี
กรณีที่ 1 คุณขายตรงถึงผู้บริโภค
ฟรีแลนซ์ไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับงานเป็นโปรเจกต์อย่างเดียว แต่มีรายได้จากการขายหน้าร้านด้วย เช่น สอนพิเศษ ตัดผม ทำเล็บ ซ่อมอุปกรณ์ ขายงานคราฟต์ หรือมีร้านเล็ก ๆ ควบคู่ไปกับงานรับจ้าง ถ้าคุณเป็นร้านค้าที่ร่วมโครงการอยู่แล้ว สามข้อนี้ควรทำภายในเดือนนี้
หนึ่ง บันทึกยอดที่เข้าผ่านถุงเงินเป็นรายได้ทุกสัปดาห์ เงินที่เข้าบัญชีจากโครงการรัฐไม่ใช่เงินฟรีทางภาษี มันคือรายได้ที่มีร่องรอยชัดเจนที่สุดเท่าที่จะมีได้ ทั้งฝั่งธนาคาร ฝั่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และฝั่งข้อมูลธุรกรรมที่กรมสรรพากรเข้าถึงได้ตามกฎหมาย e-Payment การรอสรุปตอนสิ้นปีแล้วค่อยไล่ย้อนหลังคือวิธีที่เจ็บที่สุด
สอง แยกยอดตามช่วงเวลาให้ถูกครึ่งปี รายได้ที่เกิดในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ในครึ่งปีแรก จึงต้องรวมอยู่ในแบบ ภ.ง.ด.94 ที่ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ส่วนยอดเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนจะไปโผล่ในแบบ ภ.ง.ด.90 ต้นปีหน้า คนที่ทำบัญชีรายรับแบบกองรวมกันทั้งก้อนมักแยกตรงนี้ไม่ออก
สาม จับตาเพดาน VAT 1.8 ล้านบาทต่อปี ยอดขายที่พุ่งขึ้นในช่วงโครงการนับรวมในฐานคำนวณด้วย ถ้าปีนี้รายได้ทั้งปีมีโอกาสแตะเพดาน ควรเริ่มคำนวณตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่ตอนที่เลยไปแล้ว
กรณีที่ 2 ลูกค้าของคุณคือร้านเล็ก ๆ
ถ้าคุณเป็นนักออกแบบ ช่างภาพ คนทำคอนเทนต์ หรือรับดูแลการตลาดให้ร้านค้ารายย่อย ให้มองปฏิทินแบบนี้ ตอนนี้ถึงสิ้นเดือนกันยายนคือช่วงที่ลูกค้ามีกระแสเงินสดดีที่สุด หลังจากนั้นกระแสเงินสดของพวกเขาจะกลับสู่ภาวะปกติทันที
สิ่งที่ควรทำในหกสัปดาห์นี้
- ปิดงานที่ค้างและออกใบแจ้งหนี้ให้เร็วขึ้นกว่าปกติ อย่าปล่อยให้บิลเดือนกันยายนไปเรียกเก็บเอาปลายเดือนตุลาคม
- ไล่เก็บลูกหนี้เก่าตอนนี้ ช่วงที่ร้านมีเงินสดในมือคือช่วงที่ทวงแล้วได้ผลที่สุด
- คุยงานไตรมาส 4 ตั้งแต่ตอนนี้ และเสนอเป็นแพ็กเกจที่วัดผลได้ ไม่ใช่ค่ารายเดือนลอย ๆ เพราะงบของลูกค้าจะเข้มขึ้น
- ถ้าจะขึ้นราคา ให้แจ้งตอนนี้ ไม่ใช่ตอนที่เงินเขาเริ่มตึง
ปฏิทินไตรมาส 4 ที่ควรมาร์กไว้
- 26 สิงหาคม 2569 ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งที่ 4/2569 ดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 1.00% ต่อปี โดยประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้เฉลี่ย 2.8% และ ธปท. เคยส่งสัญญาณว่าพร้อมดูแลเงินเฟ้อหากคาดการณ์ระยะปานกลางขยับแรง
- 30 กันยายน 2569 โครงการไทยช่วยไทย พลัส สิ้นสุด
- 1 ตุลาคม 2569 ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบปี 2569 เริ่มใช้สิทธิพร้อมกัน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569 ซึ่งช่วยพยุงกำลังซื้อกลุ่มฐานรากได้บางส่วน แต่ไม่เท่าเม็ดเงินที่หายไป
- 8 ตุลาคม 2569 วันสุดท้ายของการยื่น ภ.ง.ด.94 ทางออนไลน์
เฟสต่อไปของรัฐคือสินเชื่อ ไม่ใช่เงินโอน
สัญญาณจากฝั่งนโยบายชัดว่ากำลังเปลี่ยนจากการกระตุ้นการใช้จ่าย ไปสู่การเติมทุน ลดต้นทุนทางการเงิน และแก้หนี้ สอดคล้องกับการเสริมสภาพคล่องแบงก์รัฐราว 25,000 ล้านบาทที่เดินอยู่ถึงสิ้นปี 2569 และคำแนะนำจากฝั่งกระทรวงการคลังที่บอกพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยตรง ๆ ว่าให้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ชัด เพื่อใช้เป็นหลักฐานขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แทนที่จะไปพึ่งหนี้นอกระบบ
แปลเป็นภาษาฟรีแลนซ์คือ ประตูรอบหน้าที่รัฐเปิดให้ไม่ใช่เงินแจก แต่เป็นวงเงินกู้ และคนที่เดินผ่านประตูนั้นได้คือคนที่มีหลักฐานรายได้ที่จับคู่กันได้ระหว่างใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และรายการเดินบัญชี ไม่ใช่คนที่มีแค่สลิปกระจัดกระจายในแชท
เช็กลิสต์หกสัปดาห์
- ไล่ดูใบแจ้งหนี้ที่ยังไม่ได้รับเงินทั้งหมด และตามเก็บให้จบก่อน 30 กันยายน
- สรุปรายได้ครึ่งปีแรกให้เสร็จ เตรียมยื่น ภ.ง.ด.94 ก่อนเส้นตาย 8 ตุลาคม
- แยกยอดที่รับผ่านโครงการรัฐออกจากรายได้งานโปรเจกต์ ให้กระทบยอดกับรายการเดินบัญชีได้ทุกบาท
- ทำประมาณการเงินสดเดือนตุลาคมถึงธันวาคม โดยตั้งสมมติฐานว่ายอดจากลูกค้ารายย่อยลดลง 10–20%
- กันเงินภาษีและเงินสำรองจากรายได้ช่วงพีคนี้ไว้ก่อน อย่าปล่อยให้เดือนที่ดีกลืนหายไปกับค่าใช้จ่ายประจำ
- ถ้าคิดจะยื่นขอสินเชื่อ เริ่มจัดชุดหลักฐานตั้งแต่วันนี้ เพราะแบงก์ดูย้อนหลัง 6–12 เดือน ไม่ได้ดูแค่เดือนที่คุณเดินเข้าไปคุย
งานหนักของช่วงนี้ไม่ใช่การหางานเพิ่ม แต่คือการทำให้เงินที่เข้ามาแล้วถูกบันทึกครบและตรวจสอบย้อนหลังได้ ใครที่ใช้ MANA อยู่ สามารถกระทบยอดรายการเดินบัญชีกับใบแจ้งหนี้ และดูประมาณการกระแสเงินสดของไตรมาส 4 ได้จากที่เดียว ก่อนที่วันที่ 1 ตุลาคมจะมาถึง
