← บล็อก
วิธีใช้งานอ่าน 4 นาที

รู้ภายใน 10 วินาทีว่าโปรเจกต์ไหนยังเก็บเงินไม่ครบ: ใช้แท็บรายงานของโปรเจกต์ใน MANA

ปัญหาที่แท็บนี้แก้

ฟรีแลนซ์ที่ทำหลายงานพร้อมกันมักตอบคำถามนี้ไม่ได้ทันที: “งาน A เก็บเงินครบหรือยัง” คำตอบมักกระจายอยู่สามที่ คือใบเสนอราคาในอีเมล ใบแจ้งหนี้ในโฟลเดอร์ และสลิปโอนในแชท พอตอบไม่ได้ ก็ไม่กล้าทวง พอไม่กล้าทวง เงินก็ค้างข้ามเดือน

แท็บรายงานในหน้าโปรเจกต์ของ MANA รวมคำตอบนั้นไว้ในหน้าเดียว โดยคำนวณจากเอกสารจริงที่ผูกกับโปรเจกต์ ไม่ใช่ตัวเลขที่เรากรอกเอง

ขั้นที่ 1: ผูกเอกสารเข้ากับโปรเจกต์ตั้งแต่วันแรก

รายงานจะแม่นก็ต่อเมื่อเอกสารถูกผูกกับโปรเจกต์ วิธีที่พลาดยากที่สุดคือสร้างเอกสารจากในโปรเจกต์นั้นเลย

  1. เปิดโปรเจกต์ที่ต้องการ
  2. สร้างใบเสนอราคา (QO) จากโปรเจกต์ ระบุลูกค้าและรายการงาน
  3. เมื่อลูกค้าตกลง ให้แปลงใบเสนอราคาเป็นใบแจ้งหนี้ (INV) แทนการพิมพ์ใหม่ ข้อมูลลูกค้า รายการ และยอดจะถูกยกมาให้
  4. เมื่อได้รับเงิน ออกใบเสร็จ (RC) ต่อจากใบแจ้งหนี้ใบเดิม

สายเอกสารจะเป็น QO → INV → RC ซึ่งเป็นลำดับเดียวกับที่แผงไปป์ไลน์ในแท็บรายงานใช้แสดงผล

ขั้นที่ 2: อ่านตัวเลขสี่ตัวให้ถูกความหมาย

ด้านบนของแท็บรายงานมีตัวเลขสี่ช่อง แต่ละช่องมีนิยามชัดเจน

ใต้ตัวเลขมีแถบความคืบหน้าการเก็บเงิน บอกเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าเก็บได้แล้วกี่ส่วนจากยอดที่ควรได้ทั้งหมด ถ้าแถบค้างอยู่ที่ 60% มาสามสัปดาห์ นั่นคือสัญญาณให้ส่งอีเมลทวง ไม่ใช่สัญญาณให้รออีกสัปดาห์

จุดที่คนอ่านผิดบ่อย

เอกสารที่ยังเป็นฉบับร่างจะไม่ถูกนับในทุกช่อง เจตนาคือกันไม่ให้ตัวเลขบวมจากงานที่ยังไม่ได้ส่งจริง ถ้ายอด “ออกใบแจ้งหนี้แล้ว” ต่ำกว่าที่คิด ให้ไปดูก่อนว่ามีใบแจ้งหนี้ค้างเป็นร่างอยู่หรือเปล่า

อีกข้อคือ ควรเลือกวิธีบันทึกการรับเงินให้เหมือนกันทุกงาน ถ้าทีมของเรายึดใบเสร็จเป็นตัวยืนยันการรับเงิน ก็ให้ออกใบเสร็จอย่างเดียว ถ้ายึดการทำเครื่องหมายชำระแล้วบนใบแจ้งหนี้ ก็ใช้วิธีนั้นให้ตลอด ความสม่ำเสมอทำให้ตัวเลขอ่านง่ายและเทียบข้ามโปรเจกต์ได้

ขั้นที่ 3: ใช้ไปป์ไลน์เอกสารหาจุดที่งานหยุดเดิน

แผงไปป์ไลน์แสดงเอกสารของโปรเจกต์เรียงตามขั้น QO → INV → RC สิ่งที่ควรมองไม่ใช่เอกสารที่มีอยู่ แต่คือช่องที่ว่าง

วันครบกำหนดจะแสดงสถานะให้เห็นด้วยว่าใกล้ถึง ถึงวันนี้ หรือเลยกำหนดแล้ว จึงไม่ต้องเปิดปฏิทินคู่กัน

ขั้นที่ 4: ดูกราฟพยากรณ์กระแสเงินสดของโปรเจกต์

ด้านล่างของแท็บมีกราฟคาดการณ์กระแสเงินสดรายเดือนของโปรเจกต์นั้น ประโยชน์จริงคือใช้ตอบคำถามว่า ถ้าลูกค้ารายนี้จ่ายตามกำหนด เดือนหน้าเงินจะเข้าเท่าไร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต้องใช้ตอนตัดสินใจว่าจะรับงานใหม่เพิ่มหรือปฏิเสธ

ขั้นที่ 5: ผูกเงินเข้ากับเนื้องาน

อีกฝั่งของแท็บรายงานคือความคืบหน้าของงาน วงกลมเปอร์เซ็นต์งานที่เสร็จ จำนวนงานที่กำลังทำ และจำนวนงานที่เลยกำหนด

การดูสองฝั่งคู่กันช่วยจับปัญหาที่ตัวเลขเดียวมองไม่เห็น เช่น งานเสร็จไป 90% แต่เก็บเงินได้ 30% แปลว่าเรากำลังออกทุนให้ลูกค้าอยู่ กลับกัน ถ้าเก็บเงินครบแล้วแต่งานเหลืออีกครึ่ง ก็ต้องกันเวลาไว้ให้พอ อย่าเพิ่งรับงานใหม่เต็มมือ

ขั้นที่ 6: ทำให้เป็นนิสัย 10 นาทีต่อสัปดาห์

ลองตั้งเวลาซ้ำทุกเช้าวันศุกร์แล้วทำสามอย่าง

  1. ไล่เปิดแท็บรายงานของทุกโปรเจกต์ที่ยังทำอยู่ ดูเฉพาะช่อง “ค้างรับ”
  2. ใบไหนเลยกำหนดเกิน 7 วัน ส่งอีเมลติดตามสั้น ๆ พร้อมลิงก์เอกสารสาธารณะและ QR PromptPay ให้ลูกค้าจ่ายได้ทันที
  3. ใบเสนอราคาที่เงียบเกินสองสัปดาห์ ให้ตัดสินใจว่าจะตามต่อหรือปิดดีล อย่าปล่อยค้างในไปป์ไลน์

ข้อควรระวังเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคล เงินที่โอนเข้าบัญชีจะน้อยกว่ายอดใบแจ้งหนี้ 3% เสมอ ให้บันทึกภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้บนเอกสารตั้งแต่ตอนออกใบแจ้งหนี้ แล้วยอดในรายงานกับยอดในบัญชีธนาคารจะอธิบายกันได้ ไม่ต้องมานั่งหาส่วนต่างตอนสิ้นปี และอย่าลืมขอใบ 50 ทวิ ทุกครั้งที่ได้รับเงิน เพราะเป็นภาษีที่เราจ่ายล่วงหน้าไปแล้วและใช้เครดิตคืนได้ตอนยื่นแบบ

สรุป

เป้าหมายของแท็บนี้ไม่ใช่รายงานสวย ๆ แต่คือการทำให้คำถาม “งานนี้เก็บเงินครบหรือยัง” ตอบได้ภายในสิบวินาที เมื่อตอบได้เร็ว การทวงเงินก็กลายเป็นงานประจำที่ไม่ต้องรวบรวมความกล้า และนั่นคือความต่างระหว่างฟรีแลนซ์ที่เงินหมุนกับฟรีแลนซ์ที่รวยแต่ในกระดาษ