ต้นเดือนสิงหาคมกระทรวงพาณิชย์แถลงตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม 2569 ออกมาที่ +1.95% เมื่อเทียบกับปีก่อน ฟังดูไม่น่ากลัว แต่ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์ที่ยังคิดราคางานเท่ากับเมื่อสองปีก่อน ตัวเลขชุดนี้กำลังบอกอะไรบางอย่างที่ควรฟัง
ตัวเลขที่เพิ่งออกมา
- ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 102.10 เพิ่มขึ้น 1.95% จากปีก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 4 แต่เริ่มชะลอลง
- เงินเฟ้อพื้นฐาน (ตัดอาหารสดและพลังงานออก) อยู่ที่ 1.34% เร่งขึ้นจากเดือนมิถุนายนที่ 1.23%
- เฉลี่ย 7 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1.21%
- ตัวดันหลักคือน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ค่าโดยสารสาธารณะ และค่าเช่าบ้าน ส่วนค่ากระแสไฟฟ้าปรับลดลง
ตัวที่ควรจับตาไม่ใช่ 1.95% แต่คือเงินเฟ้อพื้นฐาน 1.34% ที่เร่งขึ้น เพราะมันแปลว่าต้นทุนพลังงานเริ่มส่งผ่านเข้าไปในราคาสินค้าและบริการทั่วไปแล้ว ไม่ได้อยู่แค่ที่ปั๊มน้ำมัน
ทำไมตัวเลขนี้ถึงไม่ตรงกับความรู้สึกในกระเป๋า
เพราะส่วนหนึ่งของราคาถูกกดไว้ด้วยมาตรการรัฐ งวดพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 กระทรวงพลังงานคงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย และคุมเพดานดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร แต่กองทุนน้ำมันติดลบไปแล้วราว 63,279 ล้านบาท ความสามารถในการอุดหนุนจึงมีขีดจำกัด งวดค่าไฟถัดไปตั้งแต่กันยายนเป็นต้นไปคือจุดที่ควรเฝ้าดู
อีกส่วนคือโครงสร้างต้นทุนของฟรีแลนซ์ไม่เหมือนตะกร้าเงินเฟ้อของคนทั่วไป ต้นทุนจริงของเราคือ ค่าเดินทางไปหาลูกค้า ค่าเช่าห้อง/โคเวิร์กกิ้ง ค่าบริการซอฟต์แวร์รายเดือนที่คิดเป็นดอลลาร์ ค่าอุปกรณ์นำเข้า และค่าประกันสุขภาพ ซึ่งหลายรายการอยู่ในหมวดที่ขึ้นแรงกว่าค่าเฉลี่ย
ฝั่งลูกค้าก็ไม่สดใสนัก ธปท. สำนักงานภาคเหนือแถลงเมื่อ 5 สิงหาคม 2569 ว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปรับลดลง จากราคาพลังงานและค่าครองชีพที่กดกำลังซื้อจนการบริโภคหดตัว
เศรษฐกิจรูปตัว K แปลว่าอะไรกับพอร์ตลูกค้าของเรา
ปีนี้ตัวเลขเศรษฐกิจขัดกันเองอย่างชัดเจน กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุม 24 มิถุนายน 2569 พร้อมปรับประมาณการ GDP ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3% โดยให้เหตุผลว่าวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI ดีกว่าคาด ขณะที่ กกร. เคยหั่นประมาณการลงเหลือ 1.2–1.6% และกระทรวงการคลังอยู่ที่ 1.6% การส่งออก 4 เดือนแรกโต 18.9% และสินค้าเทคโนโลยีโตถึง 48.4% ขณะที่โรงแรม ร้านอาหาร และท่องเที่ยวยังแผ่ว
สำหรับฟรีแลนซ์ ความขัดแย้งของตัวเลขนี้แปลตรง ๆ ได้ว่า งบการตลาดไม่ได้หายไปทั้งกระดาน แต่ย้ายที่ ลูกค้าสายเทค ซอฟต์แวร์ ผู้ส่งออก และแบรนด์ที่ขายต่างประเทศยังจ้างงาน ส่วนลูกค้าค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจที่พึ่งกำลังซื้อในประเทศกำลังตัดงบก้อนแรกที่ตัดได้ ซึ่งมักเป็นงานจ้างภายนอก
จะขึ้นราคาหรือยัง ให้ดูตัวเลขของตัวเอง ไม่ใช่พาดหัวข่าว
ทำสามอย่างนี้ก่อนตัดสินใจ
- คำนวณเงินเฟ้อส่วนตัว เปิดรายจ่ายธุรกิจ 12 เดือนย้อนหลัง เทียบกับ 12 เดือนก่อนหน้า ดูเฉพาะหมวดที่จำเป็นต่อการทำงาน ถ้าโตเกิน 5% แปลว่าอัตราค่าจ้างเดิมกำลังกินกำไรคุณอยู่
- หาต้นทุนต่อชั่วโมงจริง เอารายจ่ายธุรกิจทั้งปีบวกเงินเดือนที่อยากได้ หารด้วยชั่วโมงที่ขายได้จริง (ไม่ใช่ชั่วโมงทำงานทั้งหมด ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่ขายได้จริงราว 60%)
- เช็กสัญญาณอุปสงค์ ถ้าคิวงานเต็มเกิน 80% ต้องปฏิเสธงานเพราะไม่ว่าง และลูกค้าตอบรับใบเสนอราคาทันทีเกินครึ่ง แปลว่าราคาคุณต่ำกว่าตลาด ขึ้นได้เลย
ถ้าราคาคุณนิ่งมาสองปีในสภาพเงินเฟ้อระดับนี้ อำนาจซื้อของค่าจ้างคุณหายไปราว 4–5% แล้ว โดยที่ยังไม่นับต้นทุนซอฟต์แวร์สกุลดอลลาร์ที่แพงขึ้นตามค่าเงิน
วิธีขึ้นราคาโดยไม่เสียลูกค้า
- เริ่มจากลูกค้าใหม่ก่อน ปรับเรตในใบเสนอราคาฉบับถัดไป แล้วดูอัตราตอบรับ ถ้ายังปิดงานได้ปกติ ค่อยขยับฐานลูกค้าเดิม
- ลูกค้า retainer แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน เป็นลายลักษณ์อักษร ระบุวันที่มีผลชัดเจน อย่าแจ้งพร้อมใบแจ้งหนี้ใบแรกที่ขึ้นราคา
- ผูกกับขอบเขตงาน ไม่ใช่กับข่าวเงินเฟ้อ พูดถึงสิ่งที่ลูกค้าได้เพิ่ม เช่น รอบแก้ที่มากขึ้น เวลาตอบกลับที่เร็วขึ้น รายงานผลรายเดือน
- เสนอทางเลือกเสมอ ราคาเดิมได้ แต่ลดขอบเขตลง ให้ลูกค้าเลือกเอง ดีกว่าให้เลือกระหว่างจ่ายเพิ่มกับเลิกจ้าง
- ล็อกราคาแลกกับความแน่นอน คงเรตเดิมอีก 6–12 เดือนถ้าเซ็นสัญญายาวหรือจ่ายล่วงหน้าเป็นก้อน
สิ่งที่ควรจัดการให้จบก่อน 30 กันยายน
- โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ใช้สิทธิได้ถึง 30 กันยายน 2569 ถ้าลูกค้าปลายทางของคุณคือร้านค้าและธุรกิจที่พึ่งการอุดหนุนการใช้จ่ายก้อนนี้ ให้เผื่อว่าไตรมาส 4 งบจะแผ่วลง วางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า
- ภาษีครึ่งปีของผู้มีเงินได้ประเภทธุรกิจครบกำหนดในเดือนกันยายน อย่ารอสัปดาห์สุดท้าย
- ทบทวนสัญญา retainer ทุกฉบับที่จะครบรอบต้นปีหน้า แล้วส่งหนังสือแจ้งปรับราคาตั้งแต่ตอนนี้
- กันเงินสำรองให้ครบอย่างน้อย 3 เดือนของรายจ่ายจำเป็น ในภาวะที่ต้นทุนพลังงานยังไม่นิ่ง เงินสดคือเครื่องมือต่อรองที่ดีที่สุด
การตัดสินใจเรื่องราคาที่ดีเริ่มจากตัวเลขของตัวเองที่บันทึกไว้ครบ ถ้ายังต้องเดาว่าปีนี้ต้นทุนขึ้นเท่าไหร่ หรือเดือนไหนรายได้ตกจริง ลองบันทึกรายรับรายจ่ายและงบรายเดือนไว้ที่เดียวใน MANA แล้วเปิดดูย้อนหลัง 12 เดือนก่อนจะส่งอีเมลแจ้งขึ้นราคาฉบับต่อไป
