← บล็อก
เนื้อหายืนพื้นอ่าน 9 นาที

หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% หรือหักตามจริง: เลือกผิดครั้งเดียว จ่ายภาษีเพิ่มทั้งปี

ช่องที่อยู่ก่อนค่าลดหย่อน และมักมีมูลค่ามากกว่าหลายเท่า

พอใกล้สิ้นปี ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่จะเริ่มไล่หาค่าลดหย่อน ซื้อกองทุน ซื้อประกัน หาโครงการลดหย่อนของรัฐ ซึ่งก็ถูกต้อง แต่ถ้าย้อนกลับไปดูลำดับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะเห็นว่ามีอีกช่องหนึ่งที่มาก่อนค่าลดหย่อน และมักมีมูลค่ามากกว่าหลายเท่า นั่นคือ ค่าใช้จ่าย

สูตรคือ เงินได้ − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ แล้วค่อยเอาเงินได้สุทธิไปเข้าบันไดอัตราภาษี

สำหรับฟรีแลนซ์ที่รายได้ 1.2 ล้านบาทต่อปี ค่าลดหย่อนส่วนตัวคือ 60,000 บาท แต่ช่องค่าใช้จ่ายอาจเป็น 720,000 บาทหรือมากกว่านั้น ต่างกันสิบสองเท่า และที่สำคัญกว่าคือ ช่องนี้ไม่ได้กรอกอัตโนมัติ กฎหมายเปิดให้ เลือก ว่าจะใช้วิธีไหน และการเลือกครั้งนั้นตัดสินตัวเลขภาษีทั้งปี

บทความนี้เป็นเรื่องของการเลือกนั้น ว่าจะหักแบบเหมา หรือหักตามจริง ต้องดูอะไรบ้าง คุ้มเมื่อไหร่ ไม่คุ้มเมื่อไหร่ และต้องเก็บอะไรไว้ตั้งแต่วันนี้ถึงจะใช้สิทธิได้จริง

สองวิธีที่กฎหมายให้เลือก

หักเหมา: จบในบรรทัดเดียว

การหักเหมาคือการคูณรายได้ด้วยอัตราที่กฎหมายกำหนด ไม่ต้องมีใบเสร็จ ไม่ต้องพิสูจน์ ไม่ต้องอธิบาย เงินได้จากการรับจ้างทำของและอาชีพบริการซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หักเหมาได้ 60% ส่วนงานรับเหมาที่ผู้รับเหมาลงทั้งค่าแรงและค่าของ ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 7 ก็หักเหมาได้ 60% เช่นกัน

ตัวเลข 60% นี้เป็นเพดานที่ใช้มาตั้งแต่ปีภาษี 2560 หลังพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 629 ปรับอัตราของเงินได้ประเภทที่ 7 และ 8 ลงมาให้เท่ากันที่ไม่เกิน 60% ถ้าเจอเอกสารเก่าที่บอกว่าอาชีพนั้นอาชีพนี้หักได้ 70% หรือ 85% นั่นคือข้อมูลก่อนปี 2560 อย่าใช้

ส่วนเงินได้ประเภทที่ 2 ซึ่งเป็นค่าจ้างงานที่ผูกกับตัวบุคคลไม่มีต้นทุนของตัวเอง หักได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และ ไม่มีทางเลือกหักตามจริง ดังนั้นถ้ารายได้ของคุณถูกจัดเป็นประเภทที่ 2 บทความนี้จบตรงนี้สำหรับคุณ เรื่องที่ต้องกลับไปดูก่อนคือการจัดประเภทเงินได้ ไม่ใช่วิธีหักค่าใช้จ่าย

หักตามจริง: ได้เท่าที่พิสูจน์ได้

อีกทางคือหักตามความจำเป็นและสมควร คือเอาต้นทุนจริงที่เกิดขึ้นมาหัก ไม่มีเพดานเปอร์เซ็นต์ ถ้าปีนั้นต้นทุนคุณ 80% ของรายได้ ก็หัก 80% ได้ ถ้า 95% ก็หัก 95% ได้

แลกมาด้วยเงื่อนไขข้อเดียวที่หนักมาก คือคุณต้องพิสูจน์ได้ทุกบาท กฎหมายเขียนไว้ตรงไปตรงมาว่า ถ้าพิสูจน์ได้น้อยกว่าที่กรอก ให้ถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงเท่าที่พิสูจน์ได้ ไม่มีการปัดเศษให้ ไม่มีการอนุโลมกลับไปใช้อัตราเหมาแทน

นี่คือจุดที่คนพลาดมากที่สุด ไม่ใช่พลาดเพราะคำนวณผิด แต่พลาดเพราะเลือกทางที่ต้นทุนจริงสูงกว่า แล้วเก็บหลักฐานไม่ครบ

ด่านแรกที่คนข้าม: อาชีพของคุณหักเหมาได้จริงหรือเปล่า

ก่อนจะไปถึงการเปรียบเทียบ ต้องผ่านด่านนี้ก่อน

การหักเหมาสำหรับเงินได้ประเภทที่ 8 ไม่ได้ใช้ได้กับทุกอาชีพ กฎหมายระบุประเภทกิจการที่หักเหมาได้ไว้ในมาตรา 8 ของพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2502 ปัจจุบันมี 43 อนุมาตรา เช่น การรับจ้างทำของและอาชีพบริการทุกประเภท การซื้อมาขายไป การถ่ายและตัดต่อภาพ การทำเครื่องหนัง ไปจนถึงนักแสดงสาธารณะ

ถ้ากิจการของคุณไม่อยู่ในรายการนั้น คุณหักเหมาไม่ได้เลย ต้องหักตามจริงสถานเดียว

กรณีที่เจอบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คือรายได้รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่ค่าจ้างทำงานตรง ๆ เช่น ส่วนแบ่งค่าโฆษณาจากแพลตฟอร์ม รายได้จากการขายสิทธิ์ใช้งานผลงานดิจิทัล หรือรายได้ที่มีลักษณะเป็นค่าตอบแทนการใช้สิทธิ รายได้กลุ่มนี้ต้องดูเป็นราย ๆ ว่าเข้าประเภทไหน และหลายกรณีจบลงที่ต้องพิสูจน์ต้นทุนจริง

อีกกรณีที่มีกติกาเฉพาะคือนักแสดงสาธารณะ ซึ่งรวมนักร้อง นักดนตรี นักแสดง และนักกีฬาอาชีพ กลุ่มนี้หักเหมาส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทได้ 60% ส่วนที่เกินได้ 40% และรวมกันแล้วไม่เกิน 600,000 บาท ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้และรายได้สูง เพดาน 600,000 บาทจะมาถึงเร็วกว่าที่คิด และการหักตามจริงจะน่าสนใจขึ้นทันที

เช็กเรื่องนี้ก่อนเสมอ เพราะถ้าตอบผิด การเปรียบเทียบทั้งหมดข้างล่างก็ไม่มีความหมาย

เทียบด้วยตัวเลขจริง: รายได้ 1.2 ล้านบาท

สมมติฟรีแลนซ์คนหนึ่ง รายได้จากงานบริการ 1,200,000 บาทต่อปี เป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หักเหมาได้ 60% มีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทอย่างเดียว ไม่มีลดหย่อนอื่น

ทางที่ 1 หักเหมา 60%

ทางที่ 2 หักตามจริง ต้นทุนจริง 850,000 บาท และมีหลักฐานครบทุกบาท

ประหยัดไป 12,500 บาท จากการกรอกช่องเดียวให้ต่างออกไป

ทางที่ 3 หักตามจริง ต้นทุนจริง 850,000 บาท แต่พิสูจน์ได้จริงแค่ 600,000 บาท

อีก 250,000 บาทเป็นบิลเงินสดเขียนมือ สลิปโอนที่ไม่รู้ว่าโอนให้ใคร ค่าจ้างซับที่จ่ายเป็นเงินสดโดยไม่มีเอกสาร

แพงกว่าการหักเหมาเฉย ๆ อยู่ 14,000 บาท ทั้งที่ต้นทุนจริงสูงกว่า 60% ชัดเจน

ทางที่ 4 หักตามจริง แต่พิสูจน์อะไรไม่ได้เลย

นี่คือช่วงของตัวเลขจากสถานการณ์เดียวกัน รายได้เท่ากัน ต้นทุนเท่ากัน ต่างกันแค่เอกสาร ตั้งแต่ 7,000 ถึง 150,000 บาท

จุดคุ้มทุนไม่ได้อยู่ที่ 60% เป๊ะ ๆ

คณิตศาสตร์บอกว่าหักตามจริงคุ้มเมื่อต้นทุนที่พิสูจน์ได้เกิน 60% ของรายได้ แต่ในชีวิตจริงควรเผื่อไว้มากกว่านั้น เพราะการหักตามจริงมีต้นทุนแฝงสามอย่าง

หนึ่ง เวลาและงานเอกสาร คุณต้องทำบัญชี เก็บใบเสร็จ ไล่ขอเอกสารจากคู่ค้า ตลอดทั้งปี

สอง ความเสี่ยงจากการตรวจสอบ ตัวเลขที่ผิดปกติดึงดูดการสอบถาม และภาระการพิสูจน์อยู่ที่คุณ ไม่ใช่ที่เจ้าหน้าที่

สาม ความไม่แน่นอน คุณจะรู้ว่าพิสูจน์ได้เท่าไหร่จริง ๆ ก็ตอนไล่เอกสารเสร็จ ซึ่งมักเป็นตอนใกล้ยื่นแล้ว

กฎง่าย ๆ ที่ใช้ได้คือ ถ้าต้นทุนที่มีเอกสารรองรับยังไม่ถึงราว 70% ของรายได้ ให้หักเหมาไปเถอะ ส่วนต่างไม่คุ้มกับงานที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าคุณเป็นสายที่ต้องจ้างทีมต่อ ซื้อของให้ลูกค้า หรือมีค่าผลิตสูง เช่น รับผลิตงานอีเวนต์ รับทำวิดีโอที่ต้องจ้างกองถ่าย รับงานก่อสร้างตกแต่ง หรือขายของที่มีต้นทุนสินค้าชัดเจน ต้นทุนจริงมักเกิน 60% แบบไม่ต้องเถียง และการหักตามจริงคือทางที่ถูกต้อง

รายจ่ายแบบไหนใช้ได้ และแบบไหนโดนตัด

หลักคือรายจ่ายนั้นต้องเกี่ยวกับการหารายได้ ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัว และต้องพิสูจน์ตัวผู้รับเงินได้

ที่ใช้ได้และฟรีแลนซ์มักลืม

ที่มักเข้าใจผิด

รายงานเงินสดรับ-จ่าย: เงื่อนไขที่คนลืมบ่อยที่สุด

ข้อนี้สำคัญและมีคนรู้น้อยเกินไป

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 161 กำหนดให้ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 5 ถึง 8 ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องจัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่าย ตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด ไม่มีเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ

ในทางปฏิบัติ รายงานนี้คือเงื่อนไขของการใช้สิทธิหักตามจริง ถ้าคุณไม่ได้ทำ และมีแต่กองใบเสร็จ การยืนยันตัวเลขในชั้นตรวจสอบจะยากขึ้นมาก

รูปแบบไม่ได้ซับซ้อน คือบันทึกวันที่ รายการ จำนวนเงินรับ จำนวนเงินจ่าย ตามลำดับเวลา ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีรายได้หรือรายจ่าย แล้วเก็บพร้อมเอกสารประกอบ สิ่งที่ยากไม่ใช่รูปแบบ แต่คือการทำให้ต่อเนื่องทั้งปี ไม่ใช่มานั่งทำย้อนหลังในเดือนมีนาคม

จังหวะนี้พอดี: ภ.ง.ด.94 ยังยื่นได้ถึงต้นตุลาคม

ถ้าคุณมีเงินได้ประเภทที่ 5 ถึง 8 ระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน คุณมีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.94 ซึ่งเป็นการยื่นภาษีครึ่งปี รอบปีภาษี 2569 ยื่นแบบกระดาษได้ถึง 30 กันยายน และยื่นออนไลน์ได้ถึง 8 ตุลาคม

สองเรื่องที่ต้องรู้ ค่าลดหย่อนในแบบครึ่งปีใช้ได้ครึ่งหนึ่ง เช่น ลดหย่อนส่วนตัวเหลือ 30,000 บาท และภาษีที่จ่ายตาม ภ.ง.ด.94 ไม่ได้หายไปไหน เอาไปเครดิตกับภาษีทั้งปีตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ได้

ประโยชน์ที่แท้จริงของรอบครึ่งปีคือมันบังคับให้คุณดูตัวเลขหกเดือนแรกจริง ๆ ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าครึ่งปีที่ผ่านมารายได้เท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ และเอกสารครบแค่ไหน ถ้าตอนนี้ต้นทุนจริงพุ่งไป 75% แต่มีใบเสร็จรองรับแค่ครึ่งเดียว คุณยังมีเวลาอีกครึ่งปีในการไล่เก็บเอกสารย้อนหลังและปรับวิธีทำงาน ซึ่งดีกว่ามารู้ตัวตอนมีนาคมปีหน้าที่แก้อะไรไม่ทันแล้ว

ทำให้ “หักตามจริง” เป็นตัวเลือกที่มีอยู่จริง

ความจริงที่เจ็บปวดคือ ฟรีแลนซ์จำนวนมากจ่ายภาษีเกินไม่ใช่เพราะเลือกผิด แต่เพราะไม่มีตัวเลือกให้เลือกตั้งแต่แรก ต้นทุนจริงเกิน 60% มาหลายปีแล้ว แต่ไม่เคยมีตัวเลขที่กล้ายืนยัน ก็เลยหักเหมาไปทุกปีเพราะมันปลอดภัยกว่า

วิธีแก้ไม่ใช่การขยันตอนสิ้นปี แต่คือการเปลี่ยนจุดที่บันทึก บันทึกตอนจ่าย ไม่ใช่ตอนยื่น

สามนิสัยที่พอ

  1. ทุกครั้งที่จ่ายเงินที่เกี่ยวกับงาน บันทึกทันทีพร้อมแนบรูปใบเสร็จหรือสลิป ถ่ายรูปตอนนั้นเลย เพราะใบเสร็จกระดาษความร้อนจางภายในไม่กี่เดือน
  2. ผูกรายจ่ายกับงานหรือลูกค้าที่มันเกิดขึ้น เพื่อให้ตอบได้ว่ารายจ่ายนี้เกี่ยวกับการหารายได้ยังไง
  3. ดูตัวเลขสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้อย่างน้อยไตรมาสละครั้ง ไม่ใช่ปีละครั้ง

สเปรดชีตก็ทำได้ถ้าคุณมีวินัยพอ หลายคนใช้ได้ดีมาตลอด ข้อเสียเดียวของมันคือมันไม่เตือนคุณเวลาลืม และมันไม่บอกว่าเดือนนี้คุณอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้

ส่วนที่ MANA ช่วยได้คือมันอยู่ตรงจุดที่เงินเข้าและออกอยู่แล้ว บันทึกรายจ่ายพร้อมแนบไฟล์ใบเสร็จได้ในที่เดียวกับใบแจ้งหนี้และเอกสารของลูกค้า ผูกรายจ่ายเข้ากับโปรเจกต์เพื่อดูกำไรรายงาน และเปิดรายงานการเงินดูได้ตลอดว่าปีนี้ต้นทุนคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้แล้ว พอถึงเวลาตัดสินใจ คุณจะมีตัวเลขให้เทียบ ไม่ใช่ความรู้สึก

สรุปเป็นกฎสามข้อ

ข้อหนึ่ง เช็กก่อนว่ากิจการของคุณอยู่ในรายการที่หักเหมาได้หรือเปล่า ถ้าไม่อยู่ คุณไม่มีทางเลือก ต้องเก็บเอกสารตั้งแต่วันนี้

ข้อสอง ถ้าต้นทุนที่มีเอกสารรองรับยังไม่ถึงราว 70% ของรายได้ ให้หักเหมา เรียบง่าย ปลอดภัย และส่วนต่างไม่คุ้มกับงานเอกสาร

ข้อสาม ถ้าจะหักตามจริง อย่าตัดสินใจในเดือนมีนาคม ตัดสินใจตอนนี้ แล้วเก็บหลักฐานให้ครบตลอดทั้งปี เพราะกฎหมายให้คุณเท่าที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่เท่าที่จ่ายจริง

อยากให้ตัวเลขนี้พร้อมตอบตลอดเวลา ลองเริ่มบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมใบเสร็จใน MANA แล้วปล่อยให้รายงานเป็นคนบอกคุณเองว่าปีนี้ควรเลือกทางไหน