ทำไมฟรีแลนซ์ไทยเลี่ยงสัญญาจ้างไม่ได้อีกต่อไป
ฟรีแลนซ์จำนวนมากยังคิดว่าใบเสนอราคาที่ลูกค้ากดตอบรับใน LINE หรือ Email ก็เพียงพอแล้ว งานเริ่มได้ เงินมัดจำโอนมา ทุกอย่างดูเรียบร้อย จนกระทั่งวันที่ลูกค้าบอกว่า "ขอบเขตงานที่คุยกันไว้ไม่ใช่แบบนี้" หรือหายเงียบไปตอนถึงคิวจ่ายงวดสุดท้าย ตอนนั้นเองที่ทุกคนจะเข้าใจว่าใบเสนอราคากับสัญญาจ้างเป็นคนละเรื่องกัน
ใบเสนอราคาคือข้อเสนอเรื่องราคาและขอบเขตงานคร่าวๆ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจ แต่สัญญาจ้างฟรีแลนซ์คือเอกสารที่ผูกพันทางกฎหมาย ระบุหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียด ตั้งแต่งวดการจ่ายเงิน ผลของการยกเลิกงานกลางทาง ไปจนถึงว่าใครเป็นเจ้าของไฟล์งานเมื่อไหร่ ถ้าไม่มีสัญญา สิ่งที่เหลืออยู่ตอนเกิดปัญหาคือแชทที่ตีความได้หลายแบบ และภาระในการพิสูจน์ที่ตกอยู่กับฟรีแลนซ์เต็มๆ
เหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะลูกค้าโกงมากขึ้น แต่เพราะงานฟรีแลนซ์ไทยเปลี่ยนรูปแบบ ลูกค้าต่างชาติจ่ายผ่านแพลตฟอร์มที่ไม่มีกลไกไกล่เกลี่ยแบบเดิม โปรเจกต์มูลค่าสูงขึ้นจนความเสี่ยงต่อครั้งไม่ใช่หลักพัน แต่เป็นหลักหมื่นถึงหลักแสน และงานที่เกี่ยวกับข้อมูลลูกค้าต้องผ่าน PDPA ซึ่งล้วนเป็นเงื่อนไขที่ใบเสนอราคาฉบับเดียวไม่ครอบคลุมพอ
สัญญาจ้างทำของ vs สัญญาจ้างแรงงาน: เลือกผิด เสียมากกว่าที่คิด
กฎหมายไทยแบ่งการจ้างงานออกเป็นสองแบบที่ผลลัพธ์ต่างกันมาก แบบแรกคือ "สัญญาจ้างทำของ" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ผู้รับจ้างตกลงทำงานชิ้นหนึ่งให้สำเร็จ ผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างเมื่อผลงานสำเร็จ นี่คือรูปแบบที่ฟรีแลนซ์ควรใช้ เพราะเน้นที่ "ผลลัพธ์" ไม่ใช่ "เวลาทำงาน" ฟรีแลนซ์เลือกวิธีทำงานเอง ใช้เครื่องมือของตัวเอง และรับงานจากหลายเจ้าได้พร้อมกัน
แบบที่สองคือ "สัญญาจ้างแรงงาน" ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ซึ่งนายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชา กำหนดเวลาทำงาน สถานที่ทำงาน และวิธีทำงาน แลกกับสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับ เช่น ประกันสังคม ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง วันหยุดตามกฎหมาย ปัญหาคือถ้าเนื้อหาจริงของงานที่ทำเข้าข่ายสัญญาจ้างแรงงาน แม้เอกสารจะเขียนว่า "สัญญาจ้างทำของ" ศาลแรงงานก็มีอำนาจตีความจากพฤติกรรมจริง ไม่ใช่จากชื่อสัญญา
ผลที่ตามมาเมื่อถูกตีความผิดประเภทมีสองด้าน ฝั่งลูกค้าอาจต้องย้อนจ่ายประกันสังคม ค่าชดเชย และภาษีหัก ณ ที่จ่ายย้อนหลัง ส่วนฝั่งฟรีแลนซ์เองก็เสียสถานะความเป็นอิสระ กระทบไปถึงการยื่นภาษีว่าเงินได้ควรเป็นประเภท 40(2) หรือ 40(8) ซึ่งเคยอธิบายไว้แล้วว่าการจัดประเภทผิดทำให้ภาษีต่างกันได้หลายหมื่นบาทต่อปี
สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังถูกมองเป็นลูกจ้าง ไม่ใช่ฟรีแลนซ์
สัญญาณที่ควรระวังมีทั้งการถูกกำหนดเวลาเข้า-ออกงานตายตัวเหมือนพนักงาน ต้องทำงานที่ออฟฟิศลูกค้าเป็นประจำโดยใช้อุปกรณ์ของลูกค้า ถูกห้ามรับงานจากเจ้าอื่นระหว่างสัญญา หรือมีหัวหน้างานคอยสั่งงานรายวันแทนที่จะรับบรีฟเป็นชิ้นงาน ถ้าสัญญาจ้างของคุณมีลักษณะเหล่านี้ปนอยู่ ควรคุยกับลูกค้าให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าจะจ้างแบบพนักงานหรือแบบฟรีแลนซ์ อย่าปล่อยให้เอกสารกับความจริงขัดแย้งกัน
10 ข้อที่สัญญาจ้างฟรีแลนซ์ต้องมี
สัญญาที่ป้องกันได้จริงไม่ต้องยาวเป็นสิบหน้า แต่ต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ครบ
- คู่สัญญา ชื่อ-นามสกุลจริง เลขบัตรประชาชนหรือเลขผู้เสียภาษี ที่อยู่ที่ติดต่อได้จริงของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่ชื่อบริษัทลอยๆ
- ขอบเขตงานและ deliverables ระบุให้ชัดว่าส่งอะไร กี่ชิ้น รูปแบบไฟล์ไหน ผูกกับระบบ change request หากขอบเขตเปลี่ยนกลางทาง เพื่อไม่ให้งานเพิ่มโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- กำหนดเวลาและ milestone วันส่งงานแต่ละช่วง ไม่ใช่แค่วันเดียวตอนจบโปรเจกต์ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเห็นความคืบหน้าและแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ถ้าจะล่าช้า
- ค่าจ้างและงวดการชำระ จำนวนเงิน สกุลเงิน เปอร์เซ็นต์มัดจำ จำนวนงวด วันครบกำหนดแต่ละงวด และอัตราดอกเบี้ยหรือค่าปรับเมื่อจ่ายช้า
- จำนวนรอบแก้ไข ระบุว่าฟรีกี่รอบ เกินจากนั้นคิดเพิ่มอย่างไร เพื่อปิดช่องที่ลูกค้าขอแก้ไม่รู้จบ
- ทรัพย์สินทางปัญญา ข้อนี้สำคัญที่สุดข้อหนึ่งแต่มักถูกลืม ต้องระบุว่าลิขสิทธิ์งานโอนให้ลูกค้า "เมื่อชำระเงินครบถ้วนแล้ว" เท่านั้น ไม่ใช่ทันทีที่ส่งไฟล์ ถ้าไม่มีข้อนี้ ลูกค้าอาจใช้งานที่ยังไม่จ่ายเงินได้อย่างถูกกฎหมาย
- การรักษาความลับ ครอบคลุมข้อมูลลูกค้า ข้อมูลธุรกิจ และข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA หากงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลลูกค้าปลายทาง
- เงื่อนไขการยกเลิกสัญญา ทั้งสองฝ่ายยกเลิกได้ในกรณีไหนบ้าง ต้องแจ้งล่วงหน้ากี่วัน และถ้ายกเลิกกลางทางฟรีแลนซ์มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างตามสัดส่วนงานที่ทำไปแล้วหรือไม่
- เหตุสุดวิสัย (force majeure) เผื่อกรณีที่ทำงานไม่ได้เพราะเหตุที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ไฟดับทั้งพื้นที่ ภัยธรรมชาติ หรือระบบของบุคคลที่สามล่ม
- การระงับข้อพิพาทและเขตอำนาจศาล ระบุว่าถ้าตกลงกันไม่ได้จะเจรจา ไกล่เกลี่ย หรือขึ้นศาลที่ไหน โดยเฉพาะกับลูกค้าต่างชาติที่อาจอยู่คนละประเทศ
อากรแสตมป์: รายละเอียดเล็กที่ฟรีแลนซ์เป็นคนจ่ายเอง
จุดที่ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่ไม่รู้คือสัญญาจ้างทำของอยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ต้องเสียอากรในอัตรา 1 บาทต่อทุกค่าจ้าง 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท และตามกฎหมายแล้ว "ผู้รับจ้าง" คือฝั่งฟรีแลนซ์เป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรนี้ ไม่ใช่ลูกค้า ซึ่งสวนทางกับที่หลายคนคิดว่าเป็นภาระของฝั่งผู้ว่าจ้าง
สำหรับงานทั่วไปที่มูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาท วิธีเสียอากรทำได้ง่ายด้วยการซื้อดวงแสตมป์มาปิดบนสัญญาแล้วขีดฆ่า แต่ถ้าสินจ้างตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นงานที่หน่วยงานรัฐว่าจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป ต้องเปลี่ยนไปชำระเป็นตัวเงินที่กรมสรรพากรแทนการปิดดวงแสตมป์
หลายคนมองว่าเป็นรายละเอียดจิ๊บจ๊อยที่ข้ามได้ แต่ผลทางกฎหมายคือถ้าสัญญาไม่ได้ติดอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง สัญญาฉบับนั้นจะถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล จนกว่าจะเสียอากรพร้อมเงินเพิ่มให้ครบก่อน พูดง่ายๆ คือถ้าวันหนึ่งต้องฟ้องลูกค้าที่ไม่จ่ายเงิน แล้วสัญญาไม่ได้ติดอากร คุณอาจใช้สัญญาฉบับนั้นเป็นหลักฐานไม่ได้ทันที ต้องเสียอากรย้อนหลังก่อนถึงจะใช้สู้คดีได้
เซ็นสัญญาออนไลน์ได้ไหม
ได้ กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของไทยรับรองลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์มานานแล้ว การพิมพ์ชื่อ แนบรูปลายเซ็น หรือกดยืนยันผ่านระบบอย่าง DocuSign ถือเป็นการแสดงเจตนายอมรับสัญญาที่มีผลทางกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องพิมพ์กระดาษเซ็นสดเสมอไป
สิ่งที่ต่างกันคือ "น้ำหนักของหลักฐาน" หากขึ้นศาล ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการยืนยันตัวตนแน่นหนา เช่น ผ่าน OTP หรือใบรับรองดิจิทัล จะมีน้ำหนักมากกว่าการแปะรูปลายเซ็นในไฟล์ Word ธรรมดา สำหรับงานมูลค่าสูงหรือลูกค้าที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรก ควรเลือกเครื่องมือเซ็นเอกสารที่เก็บ log การยืนยันตัวตนไว้ด้วย และอย่าลืมว่าการเซ็นออนไลน์ไม่ได้ยกเว้นภาระอากรแสตมป์ที่ต้องจัดการแยกต่างหาก
เทมเพลตสัญญาฟรี ใช้ได้แค่ไหน
เทมเพลตสัญญาฟรีที่หาได้ทั่วไปไม่ใช่เรื่องผิด และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับงานมูลค่าไม่สูงมากกับลูกค้าที่ไว้ใจกันอยู่แล้ว แต่จุดอ่อนที่พบบ่อยคือเทมเพลตทั่วไปมักเขียนกว้างเกินไปจนไม่ตรงกับงานจริง ไม่มีข้อกำหนดเรื่องโอนลิขสิทธิ์เมื่อจ่ายครบ ไม่ระบุเขตอำนาจศาลให้ชัด และไม่ได้ผูกกับตัวเลขในใบเสนอราคาที่คุยกันไว้จริง ซึ่งความไม่สอดคล้องกันระหว่างเอกสารแต่ละใบนี่เองที่มักกลายเป็นช่องให้เถียงกันตอนมีปัญหา
กติกาง่ายๆ คือถ้างานมูลค่าไม่เกินหลักหมื่นต้นๆ กับลูกค้าประจำ เทมเพลตที่ปรับให้เข้ากับงานจริงก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็นงานมูลค่าหลักแสนขึ้นไป งานกับลูกค้าต่างชาติ หรืองานที่มีความเสี่ยงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาสูง ควรจ่ายค่าให้ทนายตรวจสัญญาสักครั้ง ค่าใช้จ่ายตรงนี้มักถูกกว่าความเสียหายที่เกิดจากสัญญาที่มีช่องโหว่มาก
จากสัญญา สู่ใบเสนอราคาและใบแจ้งหนี้
สัญญาที่ดีที่สุดคือสัญญาที่ตัวเลขตรงกับใบเสนอราคาที่ลูกค้าอนุมัติไว้ทุกจุด ทั้งขอบเขตงาน ราคา และงวดการจ่าย เพราะจุดที่ลูกค้ามักหยิบมาเถียงคือความไม่ตรงกันระหว่างเอกสารแต่ละใบ ไม่ใช่ตัวเนื้อหาสัญญาเอง การเก็บใบเสนอราคา สัญญาจ้าง ใบแจ้งหนี้ และใบเสร็จของงานเดียวกันไว้ในระบบเดียวจึงช่วยได้มากกว่าที่คิด เพราะไม่ต้องพิมพ์ตัวเลขซ้ำทีละใบและมีโอกาสพิมพ์ผิดน้อยลง
MANA ถูกออกแบบมาให้เอกสารทั้งชุดของงานหนึ่งอยู่ในที่เดียวกัน ตั้งแต่ใบเสนอราคาไปจนถึงใบแจ้งหนี้และใบเสร็จ เพื่อให้ฟรีแลนซ์ไทยโฟกัสกับการเขียนเงื่อนไขสัญญาให้รัดกุม แทนที่จะเสียเวลาไล่เช็คตัวเลขระหว่างไฟล์ Word หลายไฟล์ก่อนส่งงานให้ลูกค้าเซ็น
