ก่อนคำนวณภาษี ฟรีแลนซ์ทุกคนต้องผ่านด่านเดียวกัน: หักค่าใช้จ่ายออกจากรายได้ก่อน แล้วค่อยคิดภาษีจากส่วนที่เหลือ กฎหมายให้เลือกได้สองทางคือหักแบบ "เหมา" ตามอัตราที่กำหนด หรือหัก "ตามจริง" ตามที่จ่ายไปจริง และการเลือกผิดทางอาจหมายถึงภาษีที่จ่ายเกินไปหลักหมื่นบาทต่อปี บทความนี้พาไล่ตั้งแต่พื้นฐานจนตัดสินใจได้
ด่านแรก: รายได้ของคุณเป็นเงินได้ประเภทไหน
อัตราหักเหมาผูกกับ "ประเภทเงินได้" ตามมาตรา 40 ดังนั้นต้องตอบข้อนี้ให้ได้ก่อน ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในสามกลุ่ม
- 40(2) รับจ้างทั่วไป — รับงานเป็นครั้ง ๆ ด้วยแรงตัวเองเป็นหลัก แทบไม่มีต้นทุน เช่น นักเขียน นักแปล กราฟิกที่รับจ๊อบเดี่ยว ที่ปรึกษา
- 40(6) วิชาชีพอิสระ — เฉพาะวิชาชีพที่กฎหมายระบุ: แพทย์ กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี และประณีตศิลปกรรม
- 40(8) ธุรกิจ — งานที่มีลักษณะเป็นกิจการ มีต้นทุน มีอุปกรณ์ มีทีม เช่น สตูดิโอถ่ายภาพ ทีมโปรดักชัน ขายของออนไลน์
งานเดียวกันอาจถูกจัดต่างประเภทตามวิธีทำงาน ช่างภาพที่รับจ้างถ่ายด้วยกล้องตัวเดียวอาจเป็น 40(2) แต่สตูดิโอที่ลงทุนไฟ ฉาก ผู้ช่วย คือ 40(8)
หักเหมา: ง่าย เร็ว ไม่ต้องมีบิล
หักเหมาคือกฎหมายยอมให้ตัดค่าใช้จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่โดยไม่ต้องแสดงหลักฐานอะไรเลย
- 40(2): หักเหมา 50% แต่รวมกับเงินเดือน (40(1)) แล้ว เพดานไม่เกิน 100,000 บาท
- 40(6): ประกอบโรคศิลปะ (แพทย์) หัก 60% วิชาชีพอื่นหัก 30% หรือเลือกหักตามจริงก็ได้
- 40(7) รับเหมา: หักเหมา 60% หรือตามจริง
- 40(8): หักเหมา 60% เฉพาะกิจการที่อยู่ในรายการที่กฎหมายกำหนด (มี 43 ประเภท เช่น ขายของ ร้านอาหาร) หรือหักตามจริง ส่วนกิจการนอกรายการต้องหักตามจริงเท่านั้น
จุดตายของ 40(2) คือเพดานหนึ่งแสน สมมติคุณรับจ้างได้ปีละ 800,000 บาท หักเหมาได้แค่ 100,000 เท่ากับต้องเสียภาษีจากฐาน 700,000 ทั้งที่ต้นทุนชีวิตจริงอาจสูงกว่านั้นมาก นี่คือเหตุผลที่ฟรีแลนซ์รายได้สูงหลายคนเริ่มมองการปรับรูปแบบงานของตัวเองให้สะท้อนความเป็นกิจการ 40(8) หรือวางแผนจดทะเบียนบริษัท
หักตามจริง: ประหยัดกว่า แลกกับวินัยเอกสาร
หักตามจริงใช้ได้กับ 40(5)–(8) (และ 40(6) บางกรณี) เงื่อนไขคือ
- ต้องเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการจริง เกี่ยวข้องกับการหารายได้โดยตรง
- มีหลักฐานครบ: ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี สัญญา หลักฐานการโอน
- ต้องทำรายงานเงินสดรับ-จ่าย บันทึกสม่ำเสมอ ไม่ใช่มานั่งปะติดปะต่อตอนสิ้นปี
- ถ้าสรรพากรขอดู ต้องแสดงได้ และถ้าหลักฐานไม่ครบ รายจ่ายก้อนนั้นถูกตัดทิ้ง
ค่าใช้จ่ายที่มักหักได้ เช่น ค่าอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ทำงาน ค่าเช่าออฟฟิศหรือสตูดิโอ ค่าจ้างผู้ช่วยหรือฟรีแลนซ์ช่วง ค่าเดินทางไปทำงาน ค่าการตลาด ส่วนค่าใช้จ่ายส่วนตัวปนงาน เช่น เน็ตบ้าน ต้องแบ่งสัดส่วนอย่างสมเหตุสมผล
ตัวอย่างเทียบกันชัด ๆ
เคสแรก: นักออกแบบเดี่ยว (40(2)) รายได้ 500,000 บาท ต้นทุนจริงราว 60,000
หักเหมาได้ 100,000 ซึ่งมากกว่าต้นทุนจริง — เลือกเหมา จบ ง่าย ไม่ต้องเก็บบิลสักใบ
เคสสอง: สตูดิโอถ่ายภาพ (40(8)) รายได้ 1,200,000 บาท ต้นทุนจริง 850,000 (อุปกรณ์ ผู้ช่วย เช่าสตูดิโอ)
- หักเหมา 60%: ฐานภาษี 480,000
- หักตามจริง: ฐานภาษี 350,000
ฐานต่างกัน 130,000 บาท ที่อัตราภาษีช่วง 10–15% คือส่วนต่างภาษีราวหมื่นกลาง ๆ ต่อปี ทุกปี — คุ้มค่ากับการเก็บบิลแน่นอน
หลักตัดสินใจสั้น ๆ
- รายได้เป็น 40(2) และไม่เกินราว 200,000 ต่อปี → เหมา แทบไม่มีทางเสียเปรียบ
- ต้นทุนจริงต่ำกว่าอัตราเหมา → เหมา ได้ส่วนต่างฟรี ๆ
- ต้นทุนจริงสูงกว่าอัตราเหมาชัดเจน และเป็นเงินได้ประเภทที่เลือกได้ → ตามจริง แต่ต้องเริ่มเก็บเอกสารตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่เดือนธันวาคม
- ก้ำกึ่ง → เหมา เพราะความเสี่ยงถูกตัดรายจ่ายตอนตรวจไม่คุ้มส่วนต่างเล็ก ๆ
กับดักที่เจอบ่อย
- เข้าใจว่ารายได้ตัวเองเป็น 40(8) ทั้งที่ลักษณะงานจริงคือ 40(2) แล้วไปหักเหมา 60% — โดนประเมินย้อนหลังได้
- เลือกหักตามจริงแต่บิลหายครึ่งหนึ่ง สุดท้ายหักได้น้อยกว่าเหมา
- ลืมว่าเพดาน 40(1)+40(2) รวมกันไม่เกิน 100,000 — คนมีทั้งเงินเดือนและงานฟรีแลนซ์พลาดข้อนี้บ่อยที่สุด
ไม่ว่าเลือกทางไหน สิ่งที่ต้องมีเหมือนกันคือตัวเลขรายได้ที่ครบและแม่น เพราะแม้แต่การหักเหมาก็ต้องรู้ยอดรายได้จริงก่อน MANA เก็บรายรับของคุณไว้กับเอกสารทุกใบตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ถึงใบเสร็จ แยกตามลูกค้าและโปรเจกต์ ถึงเวลายื่นภาษี ตัวเลขพร้อมใช้ ไม่ต้องนั่งไล่ย้อนสิบสองเดือน
