← บล็อก
เนื้อหายืนพื้นอ่าน 9 นาที

ฟรีแลนซ์ควรจดบริษัทตอนไหน: เทียบภาษีบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลด้วยเลขจริง และต้นทุนที่ไม่มีใครบอก

คำถามที่ตั้งผิดตั้งแต่ต้น

พอรายได้เริ่มโต คำถามที่ฟรีแลนซ์ไทยถามกันมากที่สุดคือ "จดบริษัทแล้วประหยัดภาษีไหม" และนี่คือคำถามที่ทำให้คนตัดสินใจผิดบ่อยที่สุด เพราะการเป็นนิติบุคคลไม่ใช่ส่วนลดภาษีที่กดปุ่มแล้วได้ทันที แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจทั้งระบบ ทั้งวิธีพิสูจน์ค่าใช้จ่าย วิธีเอาเงินออกมาใช้ และงานเอกสารประจำเดือนที่จะอยู่กับคุณไปตลอดตราบใดที่บริษัทยังไม่ปิด

คำถามที่ถูกกว่ามีสองข้อ หนึ่ง ต้นทุนจริงของงานคุณคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายรับ สอง ปีหนึ่งคุณเหลือกำไรที่ "ไม่ต้อง" เอาออกมาใช้ส่วนตัวเท่าไร สองตัวเลขนี้ตอบได้เกือบทั้งหมดว่าถึงเวลาหรือยัง เรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง

สิ่งที่คุณได้ฟรีตอนเป็นบุคคลธรรมดา และจะหายไปทันทีที่จด

ถ้ารายได้ฟรีแลนซ์ของคุณถูกจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(8) กฎหมายให้เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ของรายรับ โดยไม่ต้องมีใบเสร็จสักใบ นี่คือสิทธิที่ใหญ่มากและคนมักประเมินค่าต่ำเกินไป เพราะงานความรู้ส่วนใหญ่ — เขียนโค้ด ออกแบบ เขียนบท ถ่ายภาพ ที่ปรึกษา — มีต้นทุนจริงต่ำกว่า 60% อยู่มาก ส่วนต่างระหว่าง "ต้นทุนจริง" กับ "60% ที่หักได้" คือกำไรที่ไม่ต้องเสียภาษีเลย และมันหายไปทันทีในวันที่คุณกลายเป็นบริษัท เพราะบริษัทหักค่าใช้จ่ายได้เฉพาะที่มีเอกสารรองรับจริงเท่านั้น

นอกจากสิทธิหักเหมาแล้ว การเป็นบุคคลธรรมดายังแปลว่า

ข้อยกเว้นสำคัญ ถ้ารายได้ของคุณถูกจัดเป็นเงินได้ 40(2) แทน คุณหักค่าใช้จ่ายได้แค่ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งแคบกว่ามาก คนกลุ่มนี้จะไปถึงจุดคุ้มของการจดบริษัทเร็วกว่าคนที่เป็น 40(8) อย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะตัดสินใจเรื่องบริษัท จึงควรรู้ก่อนว่าตัวเองอยู่ประเภทไหน

เป็นนิติบุคคลแล้วได้อะไร แลกกับอะไร

ฝั่งที่ดึงดูดคืออัตราภาษี บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ได้อัตรา SME ดังนี้

กำไรสุทธิ อัตราภาษี
0 – 300,000 บาท ยกเว้น
300,001 – 3,000,000 บาท 15%
เกิน 3,000,000 บาท 20%

ถ้าหลุดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง จะกลับไปเสีย 20% ตั้งแต่บาทแรก

เทียบกับขั้นบันไดบุคคลธรรมดาที่พุ่งไป 25% ตั้งแต่เงินได้สุทธิเกิน 1 ล้าน และ 35% เมื่อเกิน 5 ล้าน ตัวเลข 15% ดูน่าสนใจมาก แต่มีเงื่อนไขสองข้อที่ทำให้ภาพจริงต่างจากที่คิด

ข้อแรก 15% นั้นคิดจากกำไรสุทธิที่ต้องพิสูจน์ได้ ไม่มีหักเหมา 60% อีกต่อไป ค่ากาแฟที่ร้านไม่ออกใบเสร็จ ค่าไฟบ้านที่ใช้ทำงานปนกับใช้ส่วนตัว ค่าจ้างเพื่อนช่วยงานที่โอนกันตรง ๆ ทั้งหมดนี้ถ้าไม่มีเอกสารก็หักไม่ได้

ข้อสอง เงินในบริษัทไม่ใช่เงินคุณ จะเอาออกมาใช้ต้องผ่านสองทาง คือเงินเดือน ซึ่งเป็นเงินได้ 40(1) หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท แล้วเสียภาษีขั้นบันไดตามปกติ หรือเงินปันผล ซึ่งถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% และคุณเลือกได้ว่าจะจบแค่นั้น หรือนำไปรวมคำนวณเพื่อใช้เครดิตภาษีเงินปันผล แปลว่าเงินก้อนเดียวกันอาจโดนภาษีสองชั้น ชั้นบริษัทและชั้นบุคคล

เลขจริงสองกรณี

ตัวเลขข้างล่างใช้ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทอย่างเดียวเพื่อให้เปรียบเทียบง่าย ของจริงคุณจะมีประกันสังคม ประกันชีวิต RMF/SSF/Thai ESG หรือลดหย่อนบิดามารดาเพิ่ม ซึ่งยิ่งกดภาษีฝั่งบุคคลธรรมดาให้ต่ำลงและเลื่อนจุดคุ้มออกไปอีก

กรณีที่ 1 รายรับ 1.5 ล้าน ต้นทุนจริงต่ำ

สมมติรายรับ 1,500,000 บาท ต้นทุนจริง 200,000 บาท (ประมาณ 13% ของรายรับ)

ข้อสรุปของกรณีนี้ตรงไปตรงมา ตราบใดที่ต้นทุนจริงยังต่ำกว่า 60% ของรายรับมาก ๆ การหักเหมาชนะขาด ไม่ว่าจะจัดโครงสร้างบริษัทเก่งแค่ไหน

กรณีที่ 2 รายรับ 4 ล้าน ต้นทุนจริงสูง

สมมติรายรับ 4,000,000 บาท ต้นทุนจริง 2,600,000 บาท (65% ของรายรับ เช่น จ้างซับคอนแทรค ค่าโฆษณา ค่าเช่าสตูดิโอ ค่าอุปกรณ์)

นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่ตกใจ แม้รายรับ 4 ล้านและต้นทุนจริงสูงถึง 65% ถ้าคุณเอาเงินออกมาใช้หมดทุกปี การจดบริษัทก็แค่ เสมอตัว เท่านั้น

ความได้เปรียบจริงของบริษัทอยู่ที่กำไรที่คุณไม่เอาออก

กลับไปดูกรณีที่ 2 อีกครั้ง ถ้าคุณไม่จ่ายปันผล แต่ปล่อยกำไร 610,000 บาทไว้ในบริษัทเพื่อลงทุนต่อ ซื้ออุปกรณ์ จ้างคนเพิ่ม หรือสำรองไว้เป็นทุนหมุนเวียน เงินก้อนนั้นเสียภาษีแค่ 46,500 บาท ขณะที่ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา กำไรก้อนเดียวกันจะโดนอัตราส่วนเพิ่มที่ 25% หรือราว 152,500 บาท ส่วนต่างประมาณแสนบาทต่อปี หักค่าดูแลนิติบุคคลแล้วยังเหลือ และส่วนต่างนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ ตามรายได้

นี่คือหลักที่ควรจำ บริษัทเป็นเครื่องมือสำหรับเงินที่คุณยังไม่ใช้ ไม่ใช่เครื่องมือลดภาษีของเงินที่คุณจะเอาไปใช้อยู่ดี ฟรีแลนซ์ที่ใช้เงินหมดทุกเดือนแทบไม่มีทางได้ประโยชน์จากอัตรา 15%

ต้นทุนที่ไม่มีใครใส่ไว้ในใบเสนอราคาตอนชวนคุณจด

รวมแล้วต้นทุนการ "เป็นบริษัท" ของฟรีแลนซ์คนเดียวอยู่ราว 40,000–80,000 บาทต่อปี และเป็นต้นทุนคงที่ ไม่ว่าปีนั้นคุณจะมีงานหรือไม่

สัญญาณห้าข้อว่าถึงเวลาแล้ว

  1. ต้นทุนจริงเกิน 60% ของรายรับ ติดกันสองปี ไม่ใช่ปีเดียวที่บังเอิญซื้อของใหญ่
  2. คุณเหลือกำไรที่ไม่ต้องเอาออกมาใช้ปีละหลักหลายแสน และตั้งใจเอาไปลงทุนต่อจริง ๆ
  3. เริ่มมีทีม จ้างซับหรือลูกจ้างประจำ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายให้คนอื่น และอยากแยกความรับผิดออกจากตัวเอง
  4. ลูกค้าองค์กรใหญ่หรือหน่วยงานรัฐบังคับให้คู่สัญญาเป็นนิติบุคคล หรือขึ้นทะเบียนผู้ขายได้เฉพาะนิติบุคคล
  5. รายได้ของคุณเป็นเงินได้ 40(2) ซึ่งหักได้แค่ 100,000 บาท จุดคุ้มของกลุ่มนี้มาถึงเร็วกว่ามาก

สัญญาณว่ายังไม่ควรจด

จด VAT ไม่เท่ากับจดบริษัท

สองเรื่องนี้ถูกพูดปนกันจนหลายคนเข้าใจผิด บุคคลธรรมดาก็จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ และเมื่อรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีก็ต้องจดภายใน 30 วันไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือนิติบุคคล การจด VAT ไม่ได้บังคับให้คุณต้องตั้งบริษัท

แต่มีความเกี่ยวข้องกันอยู่จุดหนึ่ง คือเมื่อคุณจด VAT แล้ว คุณต้องออกใบกำกับภาษี เก็บใบกำกับภาษีซื้อ และยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนอยู่แล้ว ระบบเอกสารที่เป็นภาระหนักที่สุดจึงถูกสร้างไปครึ่งทางแล้ว ต้นทุนส่วนเพิ่มของการเป็นนิติบุคคลจึงต่ำลงกว่าตอนที่คุณยังไม่จด VAT

ทางเลือกกลางที่คนมักลืม

ถ้าคุณอยากได้สถานะนิติบุคคลแต่กังวลเรื่องค่าดูแล ห้างหุ้นส่วนจำกัดขนาดเล็กเป็นทางที่ควรพิจารณา ห้างหุ้นส่วนที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท ครบทั้งสามข้อ สามารถให้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ตรวจสอบและรับรองบัญชีได้ ซึ่งค่าบริการมักถูกกว่าการใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ที่บริษัทจำกัดต้องใช้ในทุกกรณี แลกกับภาพลักษณ์ที่บางลูกค้ามองว่าไม่เท่าบริษัทจำกัด

ถ้าตัดสินใจจด ลำดับงานเป็นแบบนี้

  1. จองชื่อนิติบุคคลผ่าน reserve.dbd.go.th เตรียมชื่อสำรองสองสามชื่อ
  2. หาผู้เริ่มก่อการอย่างน้อยสองคน กฎหมายลดจากสามคนเหลือสองคนตั้งแต่ปี 2566 แต่ละคนต้องถือหุ้นอย่างน้อยหนึ่งหุ้น
  3. จัดทำหนังสือบริคณห์สนธิและจดทะเบียนตั้งบริษัท ซึ่งทำพร้อมกันภายในวันเดียวได้ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ยื่นผ่านระบบ DBD Biz Regist เพียงช่องทางเดียวทั่วประเทศ ทุกคนที่เกี่ยวข้องจึงต้องพร้อมยืนยันตัวตนและลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่าน ThaiD
  4. เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท ลงทะเบียน e-Filing กับกรมสรรพากร และทำมติกรรมการเรื่องเงินเดือนตัวเองให้เรียบร้อยตั้งแต่เดือนแรก
  5. หาผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีก่อนเริ่มเดือนแรก ไม่ใช่ก่อนวันปิดงบ การย้อนกลับไปเก็บเอกสารสิบสองเดือนคือสาเหตุอันดับหนึ่งของค่าบัญชีบานปลาย

ปีก่อนจด ทำสามอย่างนี้ให้ได้ก่อน

แยกบัญชีธนาคารสำหรับงานออกจากบัญชีส่วนตัว ทำวันนี้ได้เลยโดยไม่ต้องรอจดอะไร ถ้าคุณอยู่กับบัญชีแยกไม่ได้หนึ่งปี คุณก็จะอยู่กับบัญชีบริษัทไม่ได้

เก็บใบเสร็จทุกใบเสมือนว่าเป็นบริษัทแล้ว นี่คือการซ้อมจริง ปลายปีคุณจะรู้เลขที่สำคัญที่สุดในบทความนี้ คือต้นทุนจริงคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายรับ ถ้ายังไม่ถึง 60% คำตอบเรื่องจดบริษัทคือ "ยัง"

จ่ายเงินเดือนตัวเองคงที่ทุกเดือน โอนจากบัญชีงานไปบัญชีส่วนตัวเป็นก้อนเดียวกันทุกเดือน แล้วอยู่ให้ได้ด้วยเงินก้อนนั้น ส่วนที่เหลือคือ "กำไรที่ไม่ต้องเอาออก" ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตัดสินว่าอัตรา 15% จะคุ้มค่าดูแลปีละหลายหมื่นหรือไม่

MANA ช่วยตอบเลขสองตัวนี้ให้ได้โดยไม่ต้องรอถึงปลายปี เพราะรายรับ รายจ่าย ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย อยู่ในที่เดียวกัน คุณจึงเห็นกำไรต่อโปรเจกต์และต้นทุนจริงต่อปีได้ตลอดเวลา และในวันที่ตัดสินใจจดจริง ข้อมูลชุดนี้คือสิ่งที่ผู้ทำบัญชีขอเป็นอย่างแรก

สรุปให้สั้นที่สุด

อย่าจดบริษัทเพราะรายได้โต ให้จดเพราะต้นทุนจริงเกินสิทธิหักเหมา และเพราะมีกำไรที่คุณจะทิ้งไว้ในธุรกิจจริง ๆ ถ้าสองข้อนี้ยังไม่จริง การเป็นบุคคลธรรมดาที่ทำเอกสารเป็นระบบคือโครงสร้างที่ประหยัดกว่าและเหนื่อยน้อยกว่ามาก

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปสำหรับใช้ตั้งคำถามให้ถูก ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย ก่อนตัดสินใจจริงควรกางตัวเลขของคุณเองให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีดูสักรอบ