คำถามที่ตั้งผิดตั้งแต่ต้น
พอรายได้เริ่มโต คำถามที่ฟรีแลนซ์ไทยถามกันมากที่สุดคือ "จดบริษัทแล้วประหยัดภาษีไหม" และนี่คือคำถามที่ทำให้คนตัดสินใจผิดบ่อยที่สุด เพราะการเป็นนิติบุคคลไม่ใช่ส่วนลดภาษีที่กดปุ่มแล้วได้ทันที แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจทั้งระบบ ทั้งวิธีพิสูจน์ค่าใช้จ่าย วิธีเอาเงินออกมาใช้ และงานเอกสารประจำเดือนที่จะอยู่กับคุณไปตลอดตราบใดที่บริษัทยังไม่ปิด
คำถามที่ถูกกว่ามีสองข้อ หนึ่ง ต้นทุนจริงของงานคุณคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายรับ สอง ปีหนึ่งคุณเหลือกำไรที่ "ไม่ต้อง" เอาออกมาใช้ส่วนตัวเท่าไร สองตัวเลขนี้ตอบได้เกือบทั้งหมดว่าถึงเวลาหรือยัง เรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง
สิ่งที่คุณได้ฟรีตอนเป็นบุคคลธรรมดา และจะหายไปทันทีที่จด
ถ้ารายได้ฟรีแลนซ์ของคุณถูกจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(8) กฎหมายให้เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ของรายรับ โดยไม่ต้องมีใบเสร็จสักใบ นี่คือสิทธิที่ใหญ่มากและคนมักประเมินค่าต่ำเกินไป เพราะงานความรู้ส่วนใหญ่ — เขียนโค้ด ออกแบบ เขียนบท ถ่ายภาพ ที่ปรึกษา — มีต้นทุนจริงต่ำกว่า 60% อยู่มาก ส่วนต่างระหว่าง "ต้นทุนจริง" กับ "60% ที่หักได้" คือกำไรที่ไม่ต้องเสียภาษีเลย และมันหายไปทันทีในวันที่คุณกลายเป็นบริษัท เพราะบริษัทหักค่าใช้จ่ายได้เฉพาะที่มีเอกสารรองรับจริงเท่านั้น
นอกจากสิทธิหักเหมาแล้ว การเป็นบุคคลธรรมดายังแปลว่า
- ยื่นภาษีปีละสองครั้ง คือ ภ.ง.ด.94 กลางปี และ ภ.ง.ด.90 ต้นปีถัดไป จบ
- ไม่ต้องมีผู้ทำบัญชี ไม่ต้องปิดงบ ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชี ไม่ต้องนำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- เงินที่เข้าบัญชีคือเงินคุณ ใช้ได้เลย ไม่ต้องมีมติกรรมการ ไม่ต้องออกเอกสารจ่ายให้ตัวเอง
- อัตราภาษีขั้นบันได 5–35% โดยเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น
ข้อยกเว้นสำคัญ ถ้ารายได้ของคุณถูกจัดเป็นเงินได้ 40(2) แทน คุณหักค่าใช้จ่ายได้แค่ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งแคบกว่ามาก คนกลุ่มนี้จะไปถึงจุดคุ้มของการจดบริษัทเร็วกว่าคนที่เป็น 40(8) อย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะตัดสินใจเรื่องบริษัท จึงควรรู้ก่อนว่าตัวเองอยู่ประเภทไหน
เป็นนิติบุคคลแล้วได้อะไร แลกกับอะไร
ฝั่งที่ดึงดูดคืออัตราภาษี บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ได้อัตรา SME ดังนี้
| กำไรสุทธิ | อัตราภาษี |
|---|---|
| 0 – 300,000 บาท | ยกเว้น |
| 300,001 – 3,000,000 บาท | 15% |
| เกิน 3,000,000 บาท | 20% |
ถ้าหลุดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง จะกลับไปเสีย 20% ตั้งแต่บาทแรก
เทียบกับขั้นบันไดบุคคลธรรมดาที่พุ่งไป 25% ตั้งแต่เงินได้สุทธิเกิน 1 ล้าน และ 35% เมื่อเกิน 5 ล้าน ตัวเลข 15% ดูน่าสนใจมาก แต่มีเงื่อนไขสองข้อที่ทำให้ภาพจริงต่างจากที่คิด
ข้อแรก 15% นั้นคิดจากกำไรสุทธิที่ต้องพิสูจน์ได้ ไม่มีหักเหมา 60% อีกต่อไป ค่ากาแฟที่ร้านไม่ออกใบเสร็จ ค่าไฟบ้านที่ใช้ทำงานปนกับใช้ส่วนตัว ค่าจ้างเพื่อนช่วยงานที่โอนกันตรง ๆ ทั้งหมดนี้ถ้าไม่มีเอกสารก็หักไม่ได้
ข้อสอง เงินในบริษัทไม่ใช่เงินคุณ จะเอาออกมาใช้ต้องผ่านสองทาง คือเงินเดือน ซึ่งเป็นเงินได้ 40(1) หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท แล้วเสียภาษีขั้นบันไดตามปกติ หรือเงินปันผล ซึ่งถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% และคุณเลือกได้ว่าจะจบแค่นั้น หรือนำไปรวมคำนวณเพื่อใช้เครดิตภาษีเงินปันผล แปลว่าเงินก้อนเดียวกันอาจโดนภาษีสองชั้น ชั้นบริษัทและชั้นบุคคล
เลขจริงสองกรณี
ตัวเลขข้างล่างใช้ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทอย่างเดียวเพื่อให้เปรียบเทียบง่าย ของจริงคุณจะมีประกันสังคม ประกันชีวิต RMF/SSF/Thai ESG หรือลดหย่อนบิดามารดาเพิ่ม ซึ่งยิ่งกดภาษีฝั่งบุคคลธรรมดาให้ต่ำลงและเลื่อนจุดคุ้มออกไปอีก
กรณีที่ 1 รายรับ 1.5 ล้าน ต้นทุนจริงต่ำ
สมมติรายรับ 1,500,000 บาท ต้นทุนจริง 200,000 บาท (ประมาณ 13% ของรายรับ)
- บุคคลธรรมดา 40(8) หักเหมา 60% = 900,000 เหลือ 600,000 ลบลดหย่อน 60,000 เป็นเงินได้สุทธิ 540,000 ภาษีที่ต้องเสีย 33,500 บาท
- นิติบุคคล ถ้าเอาเงินออกมาใช้ทั้งหมดเป็นเงินเดือน หลังหักต้นทุนจริงและค่าดูแลนิติบุคคลราวปีละ 50,000 บาท จะเสียภาษีบุคคลราว 137,500 บาท รวมค่าดูแลเป็น ประมาณ 187,500 บาท ถ้าจัดสัดส่วนเงินเดือนกับปันผลอย่างดีที่สุดและใช้เครดิตภาษีเงินปันผล ตัวเลขจะลดลงมาราว 1.4–1.5 แสนบาท ซึ่งก็ยังแพ้อยู่หลายเท่า
ข้อสรุปของกรณีนี้ตรงไปตรงมา ตราบใดที่ต้นทุนจริงยังต่ำกว่า 60% ของรายรับมาก ๆ การหักเหมาชนะขาด ไม่ว่าจะจัดโครงสร้างบริษัทเก่งแค่ไหน
กรณีที่ 2 รายรับ 4 ล้าน ต้นทุนจริงสูง
สมมติรายรับ 4,000,000 บาท ต้นทุนจริง 2,600,000 บาท (65% ของรายรับ เช่น จ้างซับคอนแทรค ค่าโฆษณา ค่าเช่าสตูดิโอ ค่าอุปกรณ์)
- บุคคลธรรมดา พอต้นทุนจริงเกิน 60% คุณควรเลือกหักตามจริงแทนเหมา เหลือเงินได้สุทธิ 1,340,000 ภาษีราว 200,000 บาท (ถ้าดันทุรังหักเหมา 60% จะเสียราว 250,000)
- นิติบุคคล กำไรก่อนเงินเดือน 1,400,000 จ่ายเงินเดือนตัวเอง 720,000 เหลือกำไรสุทธิราว 610,000 เสียภาษีนิติบุคคล 46,500 บวกภาษีบุคคลจากเงินเดือน 36,500 รวม 83,000 บาท แต่ถ้าคุณจ่ายกำไรที่เหลือออกมาเป็นปันผลทั้งหมด จะโดนหัก ณ ที่จ่ายอีกราว 56,000 รวมภาษีทั้งระบบราว 139,000 บวกค่าดูแลนิติบุคคลราว 70,000 เป็น ประมาณ 209,000 บาท
นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่ตกใจ แม้รายรับ 4 ล้านและต้นทุนจริงสูงถึง 65% ถ้าคุณเอาเงินออกมาใช้หมดทุกปี การจดบริษัทก็แค่ เสมอตัว เท่านั้น
ความได้เปรียบจริงของบริษัทอยู่ที่กำไรที่คุณไม่เอาออก
กลับไปดูกรณีที่ 2 อีกครั้ง ถ้าคุณไม่จ่ายปันผล แต่ปล่อยกำไร 610,000 บาทไว้ในบริษัทเพื่อลงทุนต่อ ซื้ออุปกรณ์ จ้างคนเพิ่ม หรือสำรองไว้เป็นทุนหมุนเวียน เงินก้อนนั้นเสียภาษีแค่ 46,500 บาท ขณะที่ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา กำไรก้อนเดียวกันจะโดนอัตราส่วนเพิ่มที่ 25% หรือราว 152,500 บาท ส่วนต่างประมาณแสนบาทต่อปี หักค่าดูแลนิติบุคคลแล้วยังเหลือ และส่วนต่างนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ ตามรายได้
นี่คือหลักที่ควรจำ บริษัทเป็นเครื่องมือสำหรับเงินที่คุณยังไม่ใช้ ไม่ใช่เครื่องมือลดภาษีของเงินที่คุณจะเอาไปใช้อยู่ดี ฟรีแลนซ์ที่ใช้เงินหมดทุกเดือนแทบไม่มีทางได้ประโยชน์จากอัตรา 15%
ต้นทุนที่ไม่มีใครใส่ไว้ในใบเสนอราคาตอนชวนคุณจด
- ค่าจดทะเบียน ค่าธรรมเนียมภาครัฐราว 5,000–6,000 บาท ถ้าจ้างสำนักงานบัญชีจัดการให้ก็บวกค่าบริการอีก
- ค่าทำบัญชีรายเดือน เริ่มต้นราว 2,500–3,000 บาทต่อเดือนสำหรับกิจการเล็กที่มีเอกสารไม่มาก คิดเป็นปีละ 30,000–36,000 บาท
- ค่าสอบบัญชีประจำปี งบเปล่าราว 6,000 บาท รายได้ไม่เกิน 1 ล้านราว 8,000 บาท ระดับ 3–5 ล้านราว 12,000–15,000 บาท
- เวลา ยื่น ภ.ง.ด.3/53 ทุกครั้งที่จ่ายเงินให้ผู้รับจ้าง ยื่น ภ.ง.ด.51 ภายในสองเดือนหลังครบครึ่งรอบบัญชี ยื่น ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันหลังปิดรอบ และนำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในห้าเดือนนับแต่วันปิดบัญชี ถ้าส่งงบช้า ทั้งนิติบุคคลและกรรมการมีโทษปรับ
รวมแล้วต้นทุนการ "เป็นบริษัท" ของฟรีแลนซ์คนเดียวอยู่ราว 40,000–80,000 บาทต่อปี และเป็นต้นทุนคงที่ ไม่ว่าปีนั้นคุณจะมีงานหรือไม่
สัญญาณห้าข้อว่าถึงเวลาแล้ว
- ต้นทุนจริงเกิน 60% ของรายรับ ติดกันสองปี ไม่ใช่ปีเดียวที่บังเอิญซื้อของใหญ่
- คุณเหลือกำไรที่ไม่ต้องเอาออกมาใช้ปีละหลักหลายแสน และตั้งใจเอาไปลงทุนต่อจริง ๆ
- เริ่มมีทีม จ้างซับหรือลูกจ้างประจำ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายให้คนอื่น และอยากแยกความรับผิดออกจากตัวเอง
- ลูกค้าองค์กรใหญ่หรือหน่วยงานรัฐบังคับให้คู่สัญญาเป็นนิติบุคคล หรือขึ้นทะเบียนผู้ขายได้เฉพาะนิติบุคคล
- รายได้ของคุณเป็นเงินได้ 40(2) ซึ่งหักได้แค่ 100,000 บาท จุดคุ้มของกลุ่มนี้มาถึงเร็วกว่ามาก
สัญญาณว่ายังไม่ควรจด
- รายได้ผันผวนหนัก ปีนี้ 2 ล้าน ปีหน้า 8 แสน ต้นทุนคงที่ของบริษัทจะกัดคุณในปีที่แย่
- คุณยังไม่เคยเก็บใบเสร็จอย่างเป็นระบบ เพราะบริษัทไม่มีสิทธิ์หักเหมาให้อภัยความไม่มีเอกสาร
- เหตุผลเดียวคือ "ดูน่าเชื่อถือกว่า" ซึ่งแก้ได้ด้วยของที่ถูกกว่ามาก เช่น จดทะเบียนพาณิชย์ในนามบุคคลธรรมดา ซึ่งมีค่าธรรมเนียมหลักสิบบาทและไม่เปลี่ยนสถานะภาษีของคุณเลย
- คุณตั้งใจจะรับเงินเข้าบัญชีส่วนตัวต่อไปเหมือนเดิม เงินของบริษัทที่วิ่งผ่านบัญชีส่วนตัวคือปัญหาทางบัญชีและการตรวจสอบที่แพงกว่าภาษีที่ประหยัดได้
จด VAT ไม่เท่ากับจดบริษัท
สองเรื่องนี้ถูกพูดปนกันจนหลายคนเข้าใจผิด บุคคลธรรมดาก็จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ และเมื่อรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีก็ต้องจดภายใน 30 วันไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือนิติบุคคล การจด VAT ไม่ได้บังคับให้คุณต้องตั้งบริษัท
แต่มีความเกี่ยวข้องกันอยู่จุดหนึ่ง คือเมื่อคุณจด VAT แล้ว คุณต้องออกใบกำกับภาษี เก็บใบกำกับภาษีซื้อ และยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนอยู่แล้ว ระบบเอกสารที่เป็นภาระหนักที่สุดจึงถูกสร้างไปครึ่งทางแล้ว ต้นทุนส่วนเพิ่มของการเป็นนิติบุคคลจึงต่ำลงกว่าตอนที่คุณยังไม่จด VAT
ทางเลือกกลางที่คนมักลืม
ถ้าคุณอยากได้สถานะนิติบุคคลแต่กังวลเรื่องค่าดูแล ห้างหุ้นส่วนจำกัดขนาดเล็กเป็นทางที่ควรพิจารณา ห้างหุ้นส่วนที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท ครบทั้งสามข้อ สามารถให้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ตรวจสอบและรับรองบัญชีได้ ซึ่งค่าบริการมักถูกกว่าการใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ที่บริษัทจำกัดต้องใช้ในทุกกรณี แลกกับภาพลักษณ์ที่บางลูกค้ามองว่าไม่เท่าบริษัทจำกัด
ถ้าตัดสินใจจด ลำดับงานเป็นแบบนี้
- จองชื่อนิติบุคคลผ่าน reserve.dbd.go.th เตรียมชื่อสำรองสองสามชื่อ
- หาผู้เริ่มก่อการอย่างน้อยสองคน กฎหมายลดจากสามคนเหลือสองคนตั้งแต่ปี 2566 แต่ละคนต้องถือหุ้นอย่างน้อยหนึ่งหุ้น
- จัดทำหนังสือบริคณห์สนธิและจดทะเบียนตั้งบริษัท ซึ่งทำพร้อมกันภายในวันเดียวได้ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ยื่นผ่านระบบ DBD Biz Regist เพียงช่องทางเดียวทั่วประเทศ ทุกคนที่เกี่ยวข้องจึงต้องพร้อมยืนยันตัวตนและลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่าน ThaiD
- เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท ลงทะเบียน e-Filing กับกรมสรรพากร และทำมติกรรมการเรื่องเงินเดือนตัวเองให้เรียบร้อยตั้งแต่เดือนแรก
- หาผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีก่อนเริ่มเดือนแรก ไม่ใช่ก่อนวันปิดงบ การย้อนกลับไปเก็บเอกสารสิบสองเดือนคือสาเหตุอันดับหนึ่งของค่าบัญชีบานปลาย
ปีก่อนจด ทำสามอย่างนี้ให้ได้ก่อน
แยกบัญชีธนาคารสำหรับงานออกจากบัญชีส่วนตัว ทำวันนี้ได้เลยโดยไม่ต้องรอจดอะไร ถ้าคุณอยู่กับบัญชีแยกไม่ได้หนึ่งปี คุณก็จะอยู่กับบัญชีบริษัทไม่ได้
เก็บใบเสร็จทุกใบเสมือนว่าเป็นบริษัทแล้ว นี่คือการซ้อมจริง ปลายปีคุณจะรู้เลขที่สำคัญที่สุดในบทความนี้ คือต้นทุนจริงคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายรับ ถ้ายังไม่ถึง 60% คำตอบเรื่องจดบริษัทคือ "ยัง"
จ่ายเงินเดือนตัวเองคงที่ทุกเดือน โอนจากบัญชีงานไปบัญชีส่วนตัวเป็นก้อนเดียวกันทุกเดือน แล้วอยู่ให้ได้ด้วยเงินก้อนนั้น ส่วนที่เหลือคือ "กำไรที่ไม่ต้องเอาออก" ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตัดสินว่าอัตรา 15% จะคุ้มค่าดูแลปีละหลายหมื่นหรือไม่
MANA ช่วยตอบเลขสองตัวนี้ให้ได้โดยไม่ต้องรอถึงปลายปี เพราะรายรับ รายจ่าย ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย อยู่ในที่เดียวกัน คุณจึงเห็นกำไรต่อโปรเจกต์และต้นทุนจริงต่อปีได้ตลอดเวลา และในวันที่ตัดสินใจจดจริง ข้อมูลชุดนี้คือสิ่งที่ผู้ทำบัญชีขอเป็นอย่างแรก
สรุปให้สั้นที่สุด
อย่าจดบริษัทเพราะรายได้โต ให้จดเพราะต้นทุนจริงเกินสิทธิหักเหมา และเพราะมีกำไรที่คุณจะทิ้งไว้ในธุรกิจจริง ๆ ถ้าสองข้อนี้ยังไม่จริง การเป็นบุคคลธรรมดาที่ทำเอกสารเป็นระบบคือโครงสร้างที่ประหยัดกว่าและเหนื่อยน้อยกว่ามาก
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปสำหรับใช้ตั้งคำถามให้ถูก ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย ก่อนตัดสินใจจริงควรกางตัวเลขของคุณเองให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีดูสักรอบ
