คำถามที่ควรถามก่อนคำถามเรื่องภาษี
พอรายได้เริ่มโต คำแนะนำที่ฟรีแลนซ์ไทยได้ยินบ่อยที่สุดคือ ถึงเวลาจดบริษัทแล้ว แต่คำแนะนำนี้มักมาแบบไม่มีตัวเลขประกอบ และคนที่จดตามคำแนะนำจำนวนไม่น้อยกลับพบว่าจ่ายภาษีมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง แถมได้งานเอกสารรายเดือนเพิ่มมาอีกกอง
บทความนี้จะเทียบให้เห็นทั้งสองฝั่งด้วยตัวเลขจริง พร้อมเส้นแบ่งที่ใช้ตัดสินใจได้ ไม่ใช่ความรู้สึก
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนอันดับแรกคือ ภาษีของฟรีแลนซ์ไทยไม่ได้ขึ้นกับว่าคุณเก่งแค่ไหนหรือรายได้เท่าไหร่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับว่าเงินได้ของคุณถูกจัดอยู่ในประเภทไหน และประเภทนั้นหักค่าใช้จ่ายเหมาได้เท่าไหร่ นี่คือตัวแปรที่เปลี่ยนคำตอบทั้งหมด
ฝั่งบุคคลธรรมดา: การหักค่าใช้จ่ายคือทุกอย่าง
ประเภทเงินได้ที่ฟรีแลนซ์เจอบ่อยมีสามกลุ่ม
- มาตรา 40(2) ค่าจ้างจากการรับทำงานให้ทั่วไป เป็นกลุ่มที่ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่ตกอยู่ หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี เพดานนี้คือจุดที่เจ็บที่สุด
- มาตรา 40(6) วิชาชีพอิสระที่กฎหมายระบุไว้ เช่น การประกอบโรคศิลปะหักได้ 60% ส่วนวิชาชีพกฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี และประณีตศิลปกรรม หักได้ 30%
- มาตรา 40(8) เงินได้จากธุรกิจการพาณิชย์และอาชีพอื่นตามที่กำหนด หลายประเภทหักเหมาได้ 60% แบบไม่มีเพดาน
จุดที่ต้องพูดให้ชัดคือ 60% ไม่ได้แจกฟรีให้ทุกคนที่เรียกตัวเองว่าฟรีแลนซ์ ต้องเข้าลักษณะกิจการตามที่กฎหมายกำหนดจริง ๆ ถ้าคุณรับจ้างทำงานเป็นครั้ง ๆ ให้ลูกค้าโดยไม่ได้มีลักษณะประกอบธุรกิจ โอกาสสูงที่คุณจะอยู่ใน 40(2) และเพดาน 100,000 บาทนั้นแหละที่ทำให้ภาษีของคุณสูงกว่าเพื่อนที่ทำงานคล้ายกัน
จากนั้นหักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท บวกลดหย่อนอื่นที่มี แล้วคำนวณตามอัตราก้าวหน้า เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ขั้นถัดไป 5% 10% 15% 20% 25% 30% และสูงสุด 35%
ตัวอย่าง ก: รายได้ 2 ล้าน อยู่ใน 40(8) หักเหมา 60%
หักค่าใช้จ่าย 1,200,000 เหลือ 800,000 หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 เหลือเงินได้สุทธิ 740,000 บาท ภาษีที่ต้องเสียประมาณ 63,500 บาท คิดเป็นราว 3.2% ของรายได้
ตัวอย่าง ข: รายได้ 2 ล้านเท่ากัน แต่อยู่ใน 40(2)
หักค่าใช้จ่ายได้แค่ 100,000 เหลือ 1,900,000 หักลดหย่อน 60,000 เหลือเงินได้สุทธิ 1,840,000 บาท ภาษีประมาณ 325,000 บาท คิดเป็นราว 16% ของรายได้
รายได้เท่ากัน ภาษีต่างกันห้าเท่า นี่คือเหตุผลที่คำถามแรกไม่ควรเป็น จดบริษัทดีไหม แต่ควรเป็น เงินได้ของฉันอยู่ประเภทไหน และจัดโครงสร้างงานให้สะท้อนความจริงได้แค่ไหน
ฝั่งบริษัท: ภาษีสองชั้นที่ต้องวางแผน
บริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ ถ้าเป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้อัตราพิเศษ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้น ส่วน 300,001 ถึง 3,000,000 เสีย 15% และส่วนที่เกิน 3 ล้านเสีย 20%
แต่เงินยังไม่ถึงกระเป๋าคุณ ต้องเอาออกมาอีกทอด ซึ่งทำได้สองทางหลัก
- เงินเดือนกรรมการ เป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ลดกำไรที่ต้องเสียภาษีนิติบุคคล แต่กลายเป็นเงินได้มาตรา 40(1) ของคุณ ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท
- เงินปันผล จ่ายจากกำไรหลังเสียภาษีแล้ว ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% และเลือกให้เป็น final tax ได้
ตัวอย่าง ค: รายได้ 5 ล้าน ค่าใช้จ่ายจริงต่ำ
สมมติค่าใช้จ่ายจริงราว 1.5 ล้าน ถ้าอยู่บุคคลธรรมดาแบบ 40(8) หักเหมา 60% ได้ 3 ล้าน เหลือเงินได้สุทธิราว 1.9 ล้าน ภาษีประมาณ 340,000 บาท
ถ้าจดบริษัท จ่ายเงินเดือนตัวเอง 1.2 ล้านต่อปี กำไรบริษัทเหลือราว 2.3 ล้าน เสียภาษีนิติบุคคลราว 300,000 บาท บวกภาษีบุคคลธรรมดาจากเงินเดือนอีกราว 125,000 บาท รวมประมาณ 425,000 บาท และยังไม่รวมภาษีปันผลถ้าดึงกำไรออกมา
กรณีนี้บริษัทแพงกว่า เพราะการหักเหมา 60% ใจกว้างมากจนแข่งด้วยยาก
ตัวอย่าง ง: รายได้ 5 ล้าน ค่าใช้จ่ายจริงสูง
สมมติจ้างซับคอนแทรกต์ ซื้อสื่อ เช่าที่ รวมค่าใช้จ่ายจริง 3.5 ล้าน ถ้าอยู่บุคคลธรรมดาและเลือกหักตามจริง เงินได้สุทธิราว 1.44 ล้าน ภาษีประมาณ 225,000 บาท
ถ้าจดบริษัท จ่ายเงินเดือนตัวเอง 600,000 บาท กำไรบริษัทเหลือ 900,000 บาท เสียภาษีนิติบุคคลราว 90,000 บาท บวกภาษีเงินเดือนอีกราว 21,500 บาท รวมราว 111,500 บาท ถ้าเก็บกำไรไว้ในบริษัทเพื่อลงทุนต่อ
ถ้าดึงกำไรออกมาเป็นปันผลทั้งหมด บวกภาษีปันผล 10% อีกราว 81,000 บาท รวมเป็นราว 192,500 บาท ยังถูกกว่าเล็กน้อย แต่ช่องว่างแคบลงมาก
ข้อสรุปจากสองตัวอย่างนี้คือ ประโยชน์ของบริษัทมาจากสองอย่างเป็นหลัก คือค่าใช้จ่ายจริงที่สูงกว่าเหมามาก และการเก็บกำไรไว้ในกิจการ ถ้าคุณดึงเงินออกมาใช้หมดทุกบาททุกปี ประโยชน์ทางภาษีจะหายไปเยอะ
ทุกตัวเลขข้างต้นเป็นการประมาณเพื่อให้เห็นโครงสร้าง ไม่ได้รวมลดหย่อนเฉพาะตัวของแต่ละคน ควรคำนวณกับตัวเลขจริงของตัวเองก่อนตัดสินใจ
ต้นทุนที่คนมักลืมนับ
การเทียบเฉพาะอัตราภาษีทำให้ภาพผิดเสมอ เพราะบริษัทมีต้นทุนคงที่ที่บุคคลธรรมดาไม่มี
- ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนภาครัฐราว 5,500 บาท มาจากค่าจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท และค่าจดทะเบียนบริษัท 5,000 บาท ควรเช็กอัตราปัจจุบันกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอีกครั้ง ถ้าใช้บริการรับจดทะเบียนจะบวกค่าบริการเพิ่ม
- ค่าทำบัญชีรายเดือน ปิดงบ และค่าผู้สอบบัญชี ซึ่งบริษัททุกแห่งต้องมีงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ แม้จะไม่มีรายการเลยก็ต้องปิดงบ
- ภาระยื่นแบบที่เพิ่มขึ้น ทั้ง ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 รายเดือน ภ.พ.30 ถ้าจด VAT เงินสมทบประกันสังคมในฐานะนายจ้าง ภ.ง.ด.51 กลางปี และ ภ.ง.ด.50 พร้อมงบการเงินภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี รวมถึงการนำส่งงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหลังที่ประชุมอนุมัติ
- ต้นทุนการเลิกกิจการ การปิดบริษัทต้องจดเลิก ชำระบัญชี และเคลียร์ภาษี ใช้เวลาหลายเดือนและมีค่าใช้จ่าย บริษัทที่เปิดง่ายไม่ได้ปิดง่ายตามไปด้วย
รวมแล้วต้นทุนคงที่ของการมีบริษัทมักอยู่หลักหมื่นถึงหลายหมื่นบาทต่อปี ถ้าภาษีที่ประหยัดได้น้อยกว่าตัวเลขนี้ การจดบริษัทคือการจ่ายเพิ่มเพื่อความรู้สึกว่าเป็นทางการ
เส้นแบ่งที่ใช้ตัดสินใจได้จริง
พิจารณาจดบริษัทเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งอย่างชัดเจน
- กำไรสุทธิ ไม่ใช่รายได้ สูงกว่าประมาณ 1.5 ถึง 2 ล้านบาทต่อปีต่อเนื่องสองปี
- ค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่าค่าใช้จ่ายเหมาที่หักได้ชัดเจน โดยเฉพาะถ้าคุณอยู่ใน 40(2) ที่เพดาน 100,000 บาท
- ลูกค้าองค์กรกำหนดให้คู่สัญญาเป็นนิติบุคคล หรือคุณต้องเข้าประมูลงานภาครัฐ
- คุณเริ่มมีทีมประจำ มีทรัพย์สินของกิจการ หรือมีความเสี่ยงทางกฎหมายที่อยากจำกัดความรับผิด
- มีหุ้นส่วน หรือมีแผนขายกิจการหรือระดมทุนในอนาคต
สัญญาณที่บอกว่ายังไม่ควรจด คือรายได้ยังไม่สม่ำเสมอ ค่าใช้จ่ายจริงต่ำ ทำงานคนเดียว และคุณยังไม่เคยทำบัญชีอย่างเป็นระบบมาก่อน การเพิ่มนิติบุคคลเข้าไปบนระบบที่ยังไม่มี จะได้ความยุ่งยากเป็นของแถมทันที
ทางสายกลางที่คนมองข้าม
คุณไม่จำเป็นต้องเลือกสุดขั้วสองทาง
- อยู่บุคคลธรรมดา แต่ทำบัญชีแบบธุรกิจ แยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับงาน เก็บใบเสร็จให้ครบ ทำรายงานรายรับรายจ่าย แล้วเปรียบเทียบทุกปีว่าหักตามจริงหรือหักเหมาคุ้มกว่า ข้อดีคือถ้าวันหนึ่งตัดสินใจจดบริษัท คุณมีข้อมูลพร้อมอยู่แล้ว
- จด VAT โดยไม่ต้องเป็นบริษัท การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ผูกกับรูปแบบนิติบุคคล บุคคลธรรมดาก็จดได้ และเมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีก็ต้องจดอยู่แล้ว
- ทดลองบนกระดาษ 12 เดือน ทำงบจำลองของทั้งสองแบบด้วยตัวเลขจริงของปีที่ผ่านมา รวมค่าบัญชีและค่าสอบบัญชีเข้าไปด้วย ถ้าส่วนต่างไม่ชัดเจน แปลว่ายังไม่ถึงเวลา
ถ้าตัดสินใจจดแล้ว: ลำดับงาน 30 วันแรก
- จองชื่อนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจดทะเบียนบริษัท พร้อมกำหนดทุนจดทะเบียนให้สมเหตุสมผลกับขนาดกิจการ
- รับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก และหนังสือรับรอง
- เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท และหยุดใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินงานทันที
- จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบ ภ.พ.01 ถ้าเข้าเงื่อนไขหรือจำเป็นต่อธุรกิจ
- ขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมเมื่อมีลูกจ้าง
- วางระบบเอกสารตั้งแต่วันแรก เลขที่เอกสารเรียงต่อเนื่อง แยกชุดใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และเก็บหลักฐานการรับจ่ายให้ตรงกับที่บันทึกบัญชี
คำถามที่พบบ่อย
จดบริษัทแล้วจะไม่ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% ใช่ไหม ไม่ใช่ นิติบุคคลที่รับจ้างทำของหรือให้บริการก็ถูกหัก ณ ที่จ่ายเช่นกัน เพียงแต่ใช้อัตราและแบบยื่นตามประเภทเงินได้ และเครดิตนั้นไปหักกับภาษีนิติบุคคลแทน
มีบริษัทแล้วต้องจด VAT ทันทีไหม ไม่ต้อง เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปีใช้กับทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเหมือนกัน แต่หลายกิจการเลือกจดก่อนเพราะลูกค้าองค์กรต้องการใบกำกับภาษี
เปิดบริษัทไว้เฉย ๆ ก่อน แล้วค่อยเริ่มใช้ได้ไหม ทำได้ แต่ต้องจ่ายค่าปิดงบและยื่นแบบทุกปีตั้งแต่ปีแรก แม้ไม่มีรายได้เลย บริษัทที่ไม่ได้ใช้จึงเป็นค่าใช้จ่ายประจำที่ไม่ได้สร้างประโยชน์
การตัดสินใจนี้ไม่ควรตัดสินจากคำพูดของใครในกลุ่มไลน์ แต่ควรมาจากตัวเลขกำไรจริงของคุณ ประเภทเงินได้ และความสม่ำเสมอของงาน ถ้าปีที่ผ่านมาคุณยังไม่รู้ว่ากำไรจริงเท่าไหร่ นั่นคืองานชิ้นแรกที่ต้องทำ ก่อนคิดเรื่องจดทะเบียนใด ๆ
MANA ช่วยให้ตัวเลขชุดนั้นพร้อมใช้ ตั้งแต่เอกสารแต่ละงาน ยอดค้างรับ ไปจนถึงภาพรวมรายรับรายจ่ายของทั้งปี
